ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 1744/2540

หลักกฎหมาย

ตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ.2469มาตรา10วรรคห้ากรณีที่โจทก์จะต้องโต้แย้งหรือแจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนอากรก็ต่อเมื่อโจทก์ชำระค่าภาษีอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเรียกให้ชำระเพิ่มในวันนำเข้านั้นเองแต่ในคดีนี้ที่โจทก์ได้ชำระภาษีอากรเฉพาะตามจำนวนที่ได้สำแดงไว้เท่านั้นส่วนจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเรียกให้โจทก์ชำระเพิ่มโจทก์ยังมิได้ชำระแต่ได้วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารเป็นประกันค่าอากรที่อาจต้องชำระเพิ่มเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินเพิ่มในภายหลังอันเป็นการดำเนินการเพื่อให้สินค้าออกจากอารักของจำเลยตามที่พระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ.2469มาตรา112ได้บัญญัติไว้ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินให้โจทก์ชำระอากรเพิ่มโจทก์ได้ชำระอากรเพิ่มตามที่ได้รับแบบแจ้งการประเมินการชำระอากรเพิ่มเป็นการชำระหลังจากได้รับมอบสินค้าแล้วจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ.2469มาตรา10วรรคห้าการที่โจทก์ชำระอากรเพิ่มให้จำเลยตามที่เรียกเก็บเช่นนี้แม้โจทก์จะทราบดีอยู่ก่อนยื่นใบขนสินค้าแล้วว่าอาจต้องถูกประเมินราคาสินค้าเพิ่มขึ้นและต้องชำระอากรเพิ่มขึ้นและมิได้โต้แย้งหรือได้แย้งหรือได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจะเรียกร้องเงินจำนวนนี้คืนก็มิได้ตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องคดีโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เมื่อการขอคืนอากรของโจทก์ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ.2469มาตรา10วรรคห้าโจทก์จึงไม่สิ้นสิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรที่เสียเพิ่มภายหลังแม้จะมิได้ฟ้องขอคืนภายในกำหนด2ปีนับจากวันที่นำของเข้าและตามพระราชบัญญัติศุลกากรดังกล่าวมิได้บัญญัติเกี่ยวกับกำหนดอายุความในเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ10ปีตามมาตรา164เดิมและมาตรา193/30ใหม่แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินราคาสินค้าของโจทก์โดยอาศัยเปรียบเทียบกับราคาสินค้าชนิดเดียวกันโดยใช้ราคาสูงสุดที่มีผู้นำเข้าก่อนรายของโจทก์ภายในระยะเวลาไม่เกิน3เดือนนั้นแม้จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในคำสั่งทั่วไปของจำเลยที่8/2530และ47/2531แต่หลักเกณฑ์ตามคำสั่งดังกล่าวก็เป็นเพียงระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลยเพื่อหาราคาอันแท้จริงในท้องตลาดเท่านั้นหาเป็นเกณฑ์ตายตัวว่าราคาสินค้าที่นำเข้าจะต้องมีราคาอันแท้จริงตามนั้นไป ในระยะเวลา3เดือนดังกล่าวราคาสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงไปในทางต่ำลงก็ได้แต่จำเลยกลับถือเอาราคาสูงสุดเป็นเกณฑ์ประเมินราคาที่จำเลยนำมาเปรียบเทียบและประเมินตามคำสั่งดังกล่าวจึงมิใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดตามความหมายแห่งราคาอันแท้จริงในท้องตลาดตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ.2469มาตรา2

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงไว้เป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด การประเมินของจำเลยไม่ชอบ ให้เพิกถอนการประเมินดังกล่าวเสีย ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 36,248,961.53 บาทให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันชำระเพิ่มจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,229,957.03 บาท รวมเป็นเงิน42,478,918.56 บาท และให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของยอดเงิน 36,248,961.53 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์มิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ และฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกอากรและดอกเบี้ยจากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินอากรขาเข้าและเงินเพิ่มจำนวน 36,248,961.53 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่โจทก์ชำระเพิ่มจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,229,957.03 บาท รวมเป็นเงิน 42,478,918.56 บาทและให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของยอดเงิน36,248,961.53 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลย อุทธรณ์ ต่อ ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งกันฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน 2533 ถึงวันที่ 27 กรกฎาคม2536 โจทก์นำก๊าซโพรพิลีนเหลว จากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางเรือรวม 22 เที่ยว โจทก์ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยโดยสำแดงราคาสินค้าตามที่โจทก์อ้างว่าได้ซื้อมา แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่พอใจราคาสินค้าที่โจทก์สำแดงโดยเห็นว่าเป็นราคาต่ำไป จึงกำหนดวงเงินให้โจทก์นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นประกันสำหรับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น โจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรตามที่ได้สำแดงไว้และนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นประกันตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.22 หรือ ล.4 ชุดที่ 1 ถึง 22 หลังจากนั้นโจทก์จึงได้รับปล่อยสินค้ามา ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจากที่โจทก์สำแดง และมีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าให้โจทก์ชำระเพิ่มขึ้น โจทก์ได้ชำระอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินเรียกเก็บเพิ่มขึ้นแก่จำเลยแล้ว เป็นเงิน 39,347,156.25 บาท แต่เนื่องจากปริมาณสินค้าที่ตรวจพบเกินกว่าที่โจทก์สำแดง ซึ่งโจทก์ต้องเสียอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมพิเศษในสินค้าบางเที่ยวโดยโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืนเป็นเงิน 328,989 บาท และสินค้าบางเที่ยวโจทก์ได้รับคืนอากรขาเข้าบางส่วนแล้วตามมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 เป็นเงิน 2,769,205.72 บาทจึงคงเหลืออากรขาเข้าและเงินเพิ่มพิเศษที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนเป็นเงิน36,248,961.53 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,229,957.03 บาท โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวแต่จำเลยแจ้งว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยชอบแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ทราบดีอยู่ก่อนยื่นใบขนสินค้าแล้วว่าจะต้องถูกประเมินราคาสินค้าเพิ่มขึ้นและต้องชำระอากรขาเข้าเพิ่มขึ้น แต่โจทก์เลือกที่จะนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นประกันสำหรับอากรขาเข้าที่ต้องชำระเพิ่มขึ้น โดยโจทก์มิได้โต้แย้งหรือแจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบสินค้าว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนเงินอากรดังกล่าวตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคท้าย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคห้าบัญญัติว่า "สิทธิในการเรียกร้องขอคืนอากรเฉพาะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริงเป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนดสองปีนับแต่วันที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณีแต่คำเรียกร้องขอคืนอากรเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด หรือราคาแห่งของใด ๆ มิให้รับพิจารณาหลังจากที่ได้เสียอากรและของนั้น ๆ ได้ส่งมอบหรือส่งออกให้แล้วเว้นแต่ในกรณีที่ได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบหรือส่งออกว่าจะยื่นคำเรียกร้องดังกล่าว" ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว กรณีที่โจทก์จะต้องโต้แย้งหรือแจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนอากรก็ต่อเมื่อโจทก์ชำระค่าภาษีอากรเพิ่มตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเรียกให้ชำระเพิ่มในวันนำเข้านั้นเอง แต่ในคดีนี้ที่โจทก์ได้ชำระภาษีอากรเฉพาะตามจำนวนที่ได้สำแดงไว้เท่านั้น ส่วนจำนวนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1744/2540 · ทนอย Thanoy