คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 1749/2545
หลักกฎหมาย
พฤติการณ์ที่จำเลยจับกุมผู้เสียหายในข้อหาลักทรัพย์ของ ส. แล้วให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม จากนั้นนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ที่สถานีตำรวจประมาณ30 นาที จึงเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดีโดยนำผู้เสียหายออกมาโทรศัพท์หา ก. ภริยาผู้เสียหาย ต่อมาเมื่อจำเลยได้รับเงิน3,000 บาท จากผู้เสียหายแล้ว จึงปล่อยผู้เสียหายไปนั้น เป็นกรณีไม่กระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ย่อมไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก แม้ว่าการกระทำของจำเลยจะเข้าหลักเกณฑ์อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 ด้วยก็ตาม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู ตำแหน่งพนักงานวิทยุงานป้องกันและปราบปราม มีอำนาจหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายอาญา และทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ต้องหาได้จับกุมนายสถาพร ทองเงิน ในข้อหาลักทรัพย์ตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามกฎหมายแล้วเรียกให้นายสถาพรมอบเงิน 10,000 บาท แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยไม่นำตัวนายสถาพรส่งให้แก่พนักงานสอบสวนดำเนินคดีและปล่อยตัวนายสถาพรไปอันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตทำให้นายสถาพรได้รับความเสียหายต้องยอมมอบเงิน 6,000 บาท และวิทยุติดตามตัว (แพคลิงค์) 1 เครื่อง ราคา 6,000บาท ให้แก่จำเลยไป ต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยเรียกร้องเอาไปจากนายสถาพรเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149, 157 และคืนของกลางแก่เจ้าของ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149,157 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 5 ปี ธนบัตรของกลางคืนเจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู ก่อนถูกจับกุมจำเลยได้จับกุมนายสถาพร ทองเงินผู้เสียหาย โดยกล่าวหาว่า ลักทรัพย์คาร์บูเรเตอร์รถจักรยานยนต์ของผู้อื่นและควบคุมตัวผู้เสียหายไว้ที่ห้องควบคุมสถานีตำรวจดังกล่าว ต่อมาจำเลยปล่อยผู้เสียหายไปโดยไม่ได้นำตัวส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ในวันจับกุมจำเลยออกมารับเงิน 3,000 บาทจากนางกัณหา แซ่เล้า ภริยาผู้เสียหายที่บริเวณด้านหลังสถานีตำรวจนครบาลตลาดพลูจึงถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (สำนักงาน ป.ป.ป.) และเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามจับกุมพร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 500 บาท 6 ฉบับ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้เรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายเพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายในข้อหาลักทรัพย์คาร์บูเรเตอร์ของผู้อื่นอันเป็นการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายและนางกัณหาพยานโจทก์ว่า เมื่อผู้เสียหายลงลายมือชื่อในแผ่นกระดาษแบบพิมพ์ซึ่งไม่ได้กรอกข้อความแล้ว จำเลยบอกว่าผู้เสียหายกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์ต้องจับกุมดำเนินคดี หากประสงค์ให้จำเลยช่วยเหลือเพื่อไม่ถูกดำเนินคดี ผู้เสียหายต้องจ่ายเงิน 10,000 บาท ให้แก่จำเลย หากผู้เสียหายไม่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวก็ต้องส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี จากนั้นจำเลยนำผู้เสียหายไปควบคุมในห้องควบคุมนานประมาณ 30 นาที จึงพาผู้เสียหายออกมาและให้ผู้เสียหายโทรศัพท์ไปแจ้งให้นางกัณหามาพบที่สถานีตำรวจ เมื่อนางกัณหามาพบผู้เสียหายเล่าให้ฟังว่า ถูกจำเลยจับกุมข้อหาลักทรัพย์และจำเลยต้องการเงิน 10,000 บาท ให้นางกัณหาไปหาเงินมาให้จำเลย นางกัณหานำเครื่องรับโทรทัศน์ไปจำนำได้เงิน3,000 บาท แล้วนำไปให้ผู้เสียหาย ผู้เสียหายส่งมอบเงิน 3,000 บาท ให้จำเลยรับไปแต่ยังไม่ครบตามที่ต้องการ จำเลยจึงยึดวิทยุติดตามตัวของผู้เสียหายไว้เป็นประกันและจะคืนให้เมื่อได้รับเงินส่วนที่เหลือ จากนั้นจำเลยจึงปล่อยผู้เสียหายพร้อมกับให้หมายเลขโทรศัพท์ห้องพักจำเลยแก่ผู้เสียหายไว้สำหรับติดต่อ วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ไปจำนำกับเพื่อนได้เงิน 3,000 บาท จึงโทรศัพท์นัดให้จำเลยมารับเงินที่สถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู แต่จำเลยไม่มาตามนัด ต่อมาผู้เสียหายไปร้องเรียนจำเลยต่อนายซาเล็ม อุสตัส เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ นายซาเล็มรับเรื่องร้องเรียนแล้วได้ประสานงานกับร้อยตำรวจเอกยุทธ กล่ำกล่อมจิตร เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปราม แล้วร่วมกันวางแผนจับกุมจำเลยโดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท 6 ฉบับ มาให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อและทำตำหนิไว้ที่ด้านหน้าและด้านหลังของธนบัตร แล้วนำไปถ่ายสำเนาไว้ จากนั้นผู้เสียหายโทรศัพท์นัดหมายให้จำเลยมารับเงินโดยให้นางกัณหาเป็นผู้นำเงินไปให้จำเลยจนกระทั่งจับกุมจำเลยได้พร้อมธนบัตรของกลางดังกล่าว เห็นว่า จำเลยจับกุมผู้เสียหายได้ที่บริเวณลานจอดรถสถานีตำรวจนครบาลตลาดพลู หากจำเลยมีเจตนาสุจริตก็น่าจะนำตัวผู้เสียหายพร้อมบันทึกการจับกุม ส่งมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกยุทธภูมิกิตติทรงภพ ซึ่งเข้าเวรสอบสวนอยู่ในขณะนั้น แต่จากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกยุทธภูมิมิได้ความว่า ในวันดังกล่าวพยานเข้าเวรสอบสวนอยู่ที่สถานีตำร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง