คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2523
ฎีกาที่ 1756/2523
หลักกฎหมาย
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46,(ฉบับที่ 2) ข้อ 1 อันเป็นประกาศที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ออกจากงาน ไม่มีข้อยกเว้นไว้เป็นพิเศษแก่กรณีที่พนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งต้องออกจากงานเพราะเหตุขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามด้วย การที่พนักงานรัฐวิสาหกิจต้องออกจากงานเพราะเหตุนี้ย่อมต้องถือว่าเป็นการออกเพราะการเลิกจ้างด้วย การที่โจทก์เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจมาตรา 9(2) เพราะมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์แล้วและต้องพ้นจากตำแหน่งนั้น เห็นได้ว่าพระราชบัญญัตินี้มิได้ยกเว้นว่าการพ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ถือว่าเป็นการออกจากงานเพราะการเลิกจ้าง และการที่มีการกำหนดคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจในรูปของพระราชบัญญัติก็เพราะรัฐต้องการให้รัฐวิสาหกิจทั้งหลายใช้ข้อบังคับในเรื่องนี้ให้เป็นระเบียบเดียวกัน และมุ่งหมายจะให้เป็นข้อบังคับที่มั่นคงถาวรไม่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายมิใช่จะถือว่ามีผลยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานไปในตัวนอกจากนี้แม้พระราชบัญญัติดังกล่าวจะใช้คำว่า "พ้นจากตำแหน่ง" ผลก็เท่ากับให้รัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นนายจ้างจัดการให้ลูกจ้างออกจากงานอันต้องถือว่าเป็นการเลิกจ้างอยู่นั่นเอง
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 9พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 14
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลโดยเป็นรัฐวิสาหกิจ มีจำเลยที่ 2เป็นผู้อำนวยการ จำเลยที่ 3 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นพนักงานกำหนดระยะเวลาจ้างไม่มี เมื่อใกล้ครบกำหนดเกษียณอายุจำเลยที่ 1 ต่ออายุการทำงานของโจทก์ออกไปอีกครั้งละ 1 ปี รวม 5 ครั้ง ต่อมามีพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจยกเลิกพระราชบัญญัติกำหนดเกษียณอายุผู้ทำงานในองค์การของรัฐฯ และมาตรา 9(2) บัญญัติว่า พนักงานของรัฐวิสาหกิจต้องมีอายุไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์มาตรา 11(3) บัญญัติว่า พนักงานพ้นจากตำแหน่งเมื่อขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2518 โจทก์ได้รับเงินบำเหน็จไปแล้วแต่โดยที่ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2)ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2517 กำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินค่าชดเชยแก่ลูกจ้างประจำซึ่งเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด โจทก์เห็นว่าเงินบำเหน็จที่โจทก์รับไปแล้วนั้นเป็นสิทธิที่โจทก์พึงได้รับตามข้อบังคับของนายจ้าง ต่างหากจากเงินค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ขอให้จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์41,250 บาท (เงินเดือนเดือนสุดท้าย 6 เดือน) จำเลยที่ 2 เพิกเฉย ต่อมาวันที่ 29พฤศจิกายน 2520 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่า กระทรวงการคลังเห็นว่าเมื่อโจทก์ได้รับเงินบำเหน็จไปแล้วก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้อีก โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องโจทก์จึงมีหนังสือร้องทุกข์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรมแรงงานได้มีหนังสือลงวันที่ 27 มิถุนายน 2521 ถึงโจทก์แจ้งให้ทราบว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบตามความเห็นของกรมแรงงานว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 9สิงหาคม 2521 ถึงโจทก์แจ้งขัดข้องในการจ่ายค่าชดเชยอ้างความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และความเห็นของกระทรวงการคลัง โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อพนักงานตรวจแรงงาน กรมแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานได้ออกคำเตือนที่ 157/2521 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2521 ให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าชดเชย 41,250 บาท ไปจ่ายให้โจทก์ ณ กรมแรงงานภายใน 10 วัน จำเลยทั้งสามกลับขอผัดผ่อนเพื่อเสนอเรื่องไปให้คณะรัฐมนตรีชี้ขาด คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วมีมติเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2522 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยผิดขั้นตอนและความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ดี กระทรวงการคลังก็ดี หรือมติคณะรัฐมนตรี เป็นความเห็นของคณะบุคคลไม่ใช่กฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าชดเชย 41,250 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2518 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่ได้ถูกให้จำเลยทั้งสามสั่งให้ออกจากงานโดยตรง แต่เป็นกรณีพ้นจากตำแหน่งโดยโจทก์เป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ จึงอยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าวด้วย ที่โจทก์ถูกออกจากตำแหน่งหน้าที่การงานจึงมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ประสงค์จะจ้างโจทก์ทำงานต่อไปแต่ไม่สามารถทำได้ เพราะขัดต่อกฎหมาย การที่โจทก์ถูกออกจากงานตามกฎหมายดังกล่าวนั้น โจทก์ก็มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญเป็นจำนวนสูงอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานอีก การจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์จะเป็นการขัดต่อความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาและของกระทรวงการคลังจึงไม่อาจจ่ายให้ ที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำเตือนฯ ก็เพราะคณะรัฐมนตรีลงมติฯ ว่าเฉพาะกรณีของโจทก์ได้ออกก่อนคณะรัฐมนตรีมีมติให้จ่ายค่าชดเชยจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยฯ จำเลยขอตัดฟ้องว่าจำเลยที่ 2, 3กระทำตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัว หรือร่วมกับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์พ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายไม่ใช่เป็นการเลิกจ้าง จำเลยไม่ได้บอกเลิกจ้างโจทก์หากแต่ต้องทำตามที่กฎหมายบังคับ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นพ้องกับศาลแรงงานกลางที่กล่าวว่าพนักงานรัฐวิสาหกิจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเช่นเดียวกับลูกจ้างในกิจการเอกชนทั่ว ๆ ไป แต่เห็นว่าเมื่อพนักงานรัฐวิสาหกิจเช่นโจทก์นี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ปัญหาเรื่องค่าชดเชยก็ต้องพิจารณาตามประกาศกระ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง