คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555
ฎีกาที่ 17581/2555
หลักกฎหมาย
แม้เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม ซึ่งมีร้อยตำรวจโท อ. เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 ส่วนพันตำรวจตรี ต. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย เข้ามาเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ ก็สืบเนื่องมาจากพลตำรวจตรี ว. ผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 ออกคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนศูนย์สอบสวนคดีพิเศษประจำกองบังคับการตำรวจนครบาล 4 โดยให้พันตำรวจตรี ต. ปฏิบัติราชการที่ศูนย์สอบสวนคดีเด็ก สตรี และคดีพิเศษ เพื่อให้การสอบสวนเกี่ยวกับคดีดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ประสบผลสำเร็จตามความมุ่งหมายของทางราชการ ซึ่งเป็นคำสั่งภายในหน่วยงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้น พันตำรวจตรี ต. ผู้ได้รับมอบหมายตามคำสั่งดังกล่าวจึงมีอำนาจหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ ตามฟ้องของโจทก์ได้บรรยายการกระทำของจำเลยที่ 1 แบ่งเป็น 3 กรรม คือ ครั้งแรกประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ครั้งที่ 2 ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2550 และครั้งที่ 3 ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2550 ซึ่งครอบคลุมช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2550 อยู่ด้วยในตัว ประกอบกับจำเลยที่ 1 ก็เบิกความว่าจำเลยที่ 1 รับผู้เสียหายมาอยู่ด้วยในช่วงเวลาดังกล่าวจริง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างไปจากที่โจทก์บรรยายในฟ้องในข้อสาระสำคัญอันเป็นเหตุให้ต้องยกฟ้องโจทก์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 285, 391 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 กระทงหนึ่ง กับมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285, 391, 83 อีกกระทงหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา สืบสันดาน ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 9 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ กับฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้สืบสันดาน ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 9 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 18 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 391 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถอนฎีกาได้ ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เด็กหญิง ส. ผู้เสียหายเกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2541 เป็นบุตรของ น. กับ ต. ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นตาของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 เป็นภริยาคนใหม่ของจำเลยที่ 1 ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง น. พาผู้เสียหายไปฝากให้จำเลยทั้งสองดูแล เมื่อผู้เสียหายกลับมาได้เล่าให้ ป. ซึ่งมีศักดิ์เป็นยายของผู้เสียหายฟังว่า จำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหลายครั้ง ต่อมา ป. พาผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่มให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากวันเด็กประมาณ 2 สัปดาห์ ขณะผู้เสียหายนั่งดูโทรทัศน์ภายในห้องที่บ้านของจำเลยที่ 1 จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เมื่อเสร็จแล้วจำเลยที่ 1 พูดข่มขู่ผู้เสียหายไม่ให้ไปบอกใคร หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราเสียหายอีกหลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายผู้เสียหายเห็นจำเลยทั้งสองกำลังร่วมเพศกันโดยบังเอิญ เมื่อจำเลยทั้งสองทราบว่าผู้เสียหายเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะเข้าข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายขัดขืน จำเลยที่ 2 บอกให้จำเลยที่ 1 ต่อยท้องผู้เสียหาย แล้วจำเลยที่ 1 ก็ต่อยท้องและตบหน้าผู้เสียหาย ผู้เสียหายร้องขอความช่วยเหลือ จำเลยที่ 2 บอกจำเลยที่ 1 ว่าทำมันเลย แล้วจำเลยที่ 1 ก็ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ทั้งโจทก์มี ป. และ ช. อดีตภริยาของจำเลยที่ 1 และเป็นยายของผู้เสียหายมาเบิกความว่า ผู้เสียหายจึงเล่าเรื่องที่ถูกจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราให้ฟัง วันที่ 30 มีนาคม 2550 ป. และ ช. พาผู้เสียหายไปตรวจที่โรงพยาบาลสินแพทย์ แต่โรงพยาบาลดังกล่าวแจ้งว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคดี ให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจ ต่อมาเวลาประมาณ 8 ถึง 9 นาฬิกา ป. และ ช. จึงพาผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่มให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจโทอังครนาวิน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่มมาเบิกความสนับสนุนว่า วันที่ 30 มีนาคม 2550 เวลาก่อนเที่ยงวัน ป.กับพี่สาวซึ่งพยานจำชื่อไม่ได้ พาผู้เสียหายมาแจ้งความว่า ผู้เสียหายถูกตาของผู้เสียหายล่วงละเมิดทางเพศ พยานสอบถามผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมพูดอะไร เนื่องจากมีท่าทางกลัว พยานจึงส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ ต่อมาเวลา 1 นาฬิกา ของวันที่ 31 มีนาคม 2550 ป. กับพี่สาวมาพบพยานที่สถานีตำรวจนครบาลบึงกุ่ม แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตาของผู้เสียหายข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันไม่มีข้อพิรุธ โดยเฉพาะผู้เสียหายเป็นหลานของจำเลยที่ 1 เรียนหนังสือที่โรงเรียนคลองกุ่มผลการเรียนค่อนข้างดี ไม่ปรากฏความประพฤติที่เสียหาย ทั้งได้ความจากพันตำรวจตรีปิยพงษ์ แพทย์สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ วันที่ 30 มีนาคม 2550 เวลา 18.30 นาฬิกา พยานตรวจร่างกายผู้เสียหาย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลจึงสนับสนุนให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ยิ่งขึ้นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง