ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557

ฎีกาที่ 17582/2557

หลักกฎหมาย

องค์การค้าของคุรุสภาโอนมาเป็นองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาหรือจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 โดยพนักงานยังคงได้รับเงินเดือนจากองค์การค้าของคุรุสภาไม่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน เมื่อ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ไม่ได้บัญญัติยกเว้นการนำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับแก่กิจการของจำเลยที่ 1 ทั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ก็ไม่ได้บัญญัติยกเว้นไม่ให้นำมาใช้บังคับแก่หน่วยงานอื่นใดของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้น จึงใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บังคับแก่จำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาได้ ตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 กำหนดให้การสั่งซื้อสินค้าตามใบสั่งหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 10 ล้านบาท ลงมา ให้ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้อนุมัติ แต่หากเกินกว่า 10 ล้านบาท ขึ้นไปถึง 20 ล้านบาท ให้ประธานกรรมการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้อนุมัติ โจทก์ทำงานด้านจัดซื้อมา 10 ปีเศษ การที่โจทก์เสนอให้แบ่งการจัดซื้อออกเป็นงวด ๆ เพื่อให้แต่ละงวดมีวงเงินไม่เกินอำนาจของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา จนในที่สุดมีการอนุมัติตามที่โจทก์เสนอแนะ เป็นกรณีที่โจทก์มีเจตนาเสนอให้มีการหลีกเลี่ยงระเบียบคำสั่งเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งเป็นระเบียบที่ใช้เพื่อป้องกันความเสียหายด้านการเงิน ทั้งการกระทำของโจทก์เปิดช่องให้มีการทุจริตในการจัดซื้อได้โดยง่ายจึงเป็นการกระทำผิดวินัยเป็นกรณีที่ร้ายแรง โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้อง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 18,464,636.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 16,010,434 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 1,050,000 บาท ค่าชดเชย 383,400 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 26,838 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 21,726 บาท และเงินบำเหน็จ 690,120 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2547 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหาย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินบำเหน็จ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันได้ความว่า คุรุสภาจัดตั้งขึ้นมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 4 พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2546 ในมาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 7 บัญญัติให้มีคุรุสภา และมาตรา 67 บัญญัติให้มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (จำเลยที่ 1) โดยให้คุรุสภาและจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ คู่ความไม่โต้แย้งความมีอยู่และความถูกต้องของเอกสาร มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 5 (3) บัญญัติให้คุรุสภามีรายได้จากผลประโยชน์จากการจัดตั้งองค์การจัดหาผลประโยชน์ของคุรุสภาและตามระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 ข้อ 1 ระบุว่า วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาก็เพื่อจัดหาผลประโยชน์ให้แก่คุรุสภา หมายความว่าคุรุสภาเป็นผู้จัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นเองเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้แก่คุรุสภา ไม่ใช่การจัดตั้งโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา องค์การค้าของคุรุสภาจึงไม่ใช่องค์การที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 ตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 4 บัญญัติให้คุรุสภาผู้เป็นเจ้าขององค์การค้าของคุรุสภาเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา 6 บัญญัติให้คุรุสภามีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นแก่กระทรวงศึกษาธิการในเรื่องการจัดการศึกษาโดยทั่วไป รวมทั้งการปกครองดูแลและคุ้มครองสิทธิของผู้ประกอบวิชาชีพครูโดยเฉพาะ แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่ปกครองดูแลหรือดำเนินการใด ๆ แก่ประชาชนทั่วไป เมื่อพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 บังคับใช้ มาตรา 26 ก็ไม่ได้บัญญัติให้คุรุสภาเป็นส่วนราชการของกระทรวงศึกษาธิการ จนกระทั่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 3 และตามหมวด 18 ที่ว่าด้วยกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ได้บัญญัติให้คุรุสภาเป็นส่วนราชการของกระทรวงศึกษาธิการเช่นกัน ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่า การที่องค์การค้าของคุรุสภาโอนมาเป็นองค์การค้าของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 พนักงานยังคงได้รับเงินเดือนจากองค์การค้าของคุรุสภา ไม่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน เมื่อพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ไม่ได้บัญญัติยกเว้นการนำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับแก่กิจการของจำเลยที่ 1 ทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ก็ไม่ได้บัญญัติยกเว้นไม่ให้นำมาใช้บังคับแก่หน่วยงานอื่นใดของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะในลักษณะของจำเลยที่ 1 ด้วยแล้ว จำเลยที่ 1 จึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 รวมทั้งโจทก์ด้วย ดังนั้น จึงใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บังคับแก่จำเลยที่ 1 ในส่วนของโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขององค์การค้าของคุรุสภาได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า การกระทำของโจทก์ในกรณีขออนุมัติซื้อสื่อวีดิทัศน์พร้อมหนังสือคู่มือชุดกีฬาเป็นการทำผิดวินัยหรือไม่ เป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประวัติย่อของโจทก์ ปี 2531 ทำหน้าที่หัวหน้าหมวดซื้อวัสดุ 2 ปี 2536 โจทก์เป็นหัวหน้าหน่วยบริหารงานจัดซื้อจัดหากลาง วันที่ 9 มีนาคม 2541 โจทก์เป็นหัวหน้าส่วนจัดซื้อและทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าหน่วยบริหารงานจัดซื้อจัดหากลางจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2542 รวมเป็นเวลาที่โจทก์ทำงานด้านจัดซื้อถึง
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17582/2557 · ทนอย Thanoy