คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534
ฎีกาที่ 1762/2534
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 เพียงแต่มีหนังสือแจ้งว่าบริษัท ก. จำกัดผู้รับเหมาร่วมละทิ้งงาน จำเลยที่ 1 ขออนุมัติเป็นผู้ก่อสร้างทางต่อไปและขอรับเงินค่าจ้างตามผลงานที่ดำเนินการไปแล้วเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการก่อสร้างต่อไป ต่ออธิบดีกรมทางหลวงเท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 ไม่เคยเสนอข้อขัดแย้งในการทำงานดังกล่าวเป็นลักษณะของข้อพิพาทให้อธิบดีกรมทางหลวงวินิจฉัยชี้ขาดตามเงื่อนไขของสัญญาจ้างมาแต่ประการใด ดังนั้นอธิบดีกรมทางหลวงจึงไม่มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดข้อขัดแย้งดังกล่าว และไม่จำต้องจัดให้มีอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก่อนฟ้องคดีโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาว่าจ้างตามหนังสือสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.2 และเงื่อนไขของสัญญาตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งโจทก์ได้บอกเลิกสัญญานั้นแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญาทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างผิดสัญญานั้น แม้ค่าวิศวกรที่ปรึกษาที่โจทก์เรียกมาจะมิได้มีระบุไว้ในสัญญาว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาแล้วจะต้องรับผิดในเงินค่าวิศวกรที่ปรึกษา แต่การทำงานสร้างทางพิพาทจะต้องมีวิศวกรที่ปรึกษาไว้ให้คำแนะนำ ควบคุมงานและเร่งรัดงานให้จำเลยที่ 1 ทำให้แล้วเสร็จภายในกำหนด เมื่อจำเลยที่ 1 ตก เป็นผู้ผิดสัญญาทำให้โจทก์ต้องประมูลงานใหม่ จ้างบริษัท ป. จำกัด สร้างทางพิพาทต่อจากจำเลยที่ 1 โจทก์ก็ต้องจ้างวิศวกรที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ ควบคุมงานต่อไปจนเสร็จ จึงเป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ด้วย สำหรับจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดสัญญาต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้.
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 1 และบริษัทกองยางคอนสตั๊คชั้น จำกัด ให้ร่วมกันทำการก่อสร้างทางสายหนองฉาง-สว่างอารมย์-ลาดยาว โดยผู้รับจ้างต้องทำงานก่อสร้างทางดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 21 เดือน ปรากฏตามหนังสือสัญญาท้ายฟ้อง และเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญา จำเลยที่ 1 และบริษัทกองยางคอนสตั๊คชั้น จำกัด ได้วางหลักประกันไว้ต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด หลังจากที่จำเลยที่ 1 และบริษัทกองยางคอนสตั๊คชั่น จำกัด ได้เข้าดำเนินการก่อสร้างถนนสายดังกล่าวแล้วปรากฏว่างานก่อสร้างเป็นไปล่าช้ากว่าแผนงานที่ได้กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าได้เกิดเหตุขัดแย้งกันเอง ในระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทกองยางคอนสตั๊คชั่น จำกัดซึ่งเป็นผู้รับจ้างร่วมกัน จนกระทั่งในวันหมดสัญญา ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และบริษัทกองยางคอนสตั๊คชั่น จำกัด ทำงานได้เพียง21.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งการเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 และบริษัทกองยางคอนสตั๊คชั่น จำกัด ขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันรับผิดชดใช้เงินจำนวน 74,984,732.18 บาทให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิด 11,813,143.23 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ตามสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยกำหนดให้ระงับข้อพิพาทโดยให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นผู้ทำการวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าว ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง หากไม่พอใจในคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทางหลวง ก็ต้องจึงให้มีอนุญาโตตุลาการขึ้นวินิจฉัยชี้ขาด จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือลงวันที่ 20มกราคม 2525 และวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2525 ถึงอธิบดีกรมทางหลวงเพื่อให้จัดการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท แต่อธิบดีกรมทางหลวงหามีหนังสือตอบไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญา หนังสือบอกเลิกสัญญาไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะสัญญาก่อสร้างทำขึ้นระหว่างโจทก์ฝ่ายหนึ่งกับจำเลยที่ 1 และบริษัทกองยางคอนสตั๊คชั่น จำกัดอีกฝ่ายหนึ่ง แต่โจทก์มิได้บอกเลิกสัญญากับบริษัทกองยางคอนสตั๊คชั่น จำกัด การบอกเลิกสัญญาจึงไม่สมบูรณ์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์เองเป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 ฉะนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 55,581,632.18บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,967,715.18 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2523 โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 กับบริษัทกองยางคอนสตั๊คชั่น จำกัด ร่วมกันทำการก่อสร้างทางสายหนองฉาง-สว่างอารมย์-ลาดยาว ซึ่งมีความยาวเป็นระยะทางประมาณ45.6 กิโลเมตร ในราคา 61,231,000 บาท กำหนดเวลาสร้าง 21 เดือนเริ่มลงมือก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2523 ครบกำหนดสิ้นสุดสัญญาวันที่ 31 มีนาคม 2525 โดยมีบริษัทหลุยเบอร์เจอร์อินเตอร์เนชั้นแนลอิงค์ จำกัด กับบริษัทเอเซียเอนจิเนียริ่งคอนซันแตนท์จำกัด เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ปรากฏตามสัญญาว่าจ้างและเงื่อนไขของสัญญา เอกสารหมาย จ.2 จ.3 และตามเงื่อนไขของสัญญาดังกล่าว โจทก์ได้จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 กับบริษัทกองยางคอนสตั๊คชั่น จำกัด เป็นจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ ของค่าจ้างเป็นเงิน 6,123.100 บาท ซึ่งให้โจทก์หักเงินดังกล่าวคืน15 เปอร์เซ็นต์ จากค่างวนงวดที่ 5 ถึงงวดสุดท้าย หากไม่ครบก็ให้หักจากค่างานงวดสุดท้ายทั้งหมดและโจทก์หักคืนแล้ว เป็นจำนวน1,278,484.82 บาท ตามสัญญาตกลงชำระเงินเป็นงวดตามผลงานที่ก่อสร้างและค่าวัสดุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งโจทก์จะต้องชำระภายใน 45 วันนับแต่วิศวกรตรวจรับงานและค่าวัสดุ จำเลยที่ 1 ได้ทำการก่อสร้างทางและส่งมอบงานไปแล้ว 10 งวด โจทก์รับงานและชำะเงินแล้ว 8 งวดส่วนงานงวดที่ 9 งวดที่ 10 โจทก์รับมอบแล้วแต่ยังไม่ได้ชำระเงินรวมทั้งเงินค่าปรับราคาค่าวัสดุที่เพิ่มขึ้นรวมเป็นเงิน3,045,310.18 บาท โดยโจทก์อ้างว่าได้กันไว้เป็นค่าเสียหายต่อมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2525 โจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1 และบริษัทกองยางคอนสตั๊คชั่น จำกัด ในการทำสัญญาก่อสร้างทางพิพาทดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติงานและการรับเงินล่วงหน้าของจำเลยที่ 1 และบริษัทกองยางคอนสตั๊คชั่น จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.7 รวมวงเงิน 12,246,200 บาท... ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่โจทก์ไม่จ่ายค่างานและค่าปรับราคาให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาว่าจ้าง ก่อนฟ้องจะต้องให้อธิบดีกรมทางหลวงเป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง