ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 17705/2555

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกอีกหลายคนที่ยังหลบหนีแบ่งหน้าที่กันทำโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ท. หลอกลวงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า เป็นผู้มีชื่อตามหางบัตรที่ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการร่วมออกรางวัล ซึ่งจะตักตลับลูกบอลในภาชนะที่ตนอยู่ประจำหลักด้วยวิธีเสี่ยงทาย ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ท. มิได้เป็นผู้มีชื่อตามหางบัตรที่แท้จริง และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ท. ได้ทำเครื่องหมายที่ตลับลูกบอลด้วยสารเคมีตามวิธีการที่วางแผนซักซ้อมกันมา แล้วจะเลือกตักเอาลูกบอลที่มีเครื่องหมายดังกล่าวซึ่งเป็นลูกบอลหมายเลข 1 โดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากบุคคลที่สาม จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้อง นอกจากนั้นการที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมประชุมวางแผนแบ่งหน้าที่กันกับจำเลยที่ 2 และพวกอีกหลายคนที่ยังหลบหนีเพื่อจะกระทำความผิดดังกล่าว ย่อมเป็นการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อตระเตรียมกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานซ่องโจรด้วย ความผิดฐานซ่องโจรกฎหมายเอาโทษไว้ก็เพราะการที่บุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพียงที่ตกลงกันจะกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 ซึ่งแม้ยังไม่ทันได้กระทำความผิด ก็เป็นอันตรายแก่สังคมแล้ว กรณีนี้กรรมในเรื่องการสมคบกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดฐานซ่องโจรได้กระทำสำเร็จไปแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้กระทำกรรมใหม่ขึ้นอีก ด้วยการร่วมกับจำเลยอื่นที่เหลือหลอกลวงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้ได้รับทรัพย์สินจากบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 210, 341, 342 และให้จำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์คิดเป็นเงิน 900 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก 341 ประกอบด้วยมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานซ่องโจร จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกง จำคุกคนละ 2 ปี รวมลงโทษจำคุกคนละ 6 ปี คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบด้วยมาตรา 83 เพียงกระทงเดียว จำคุก 2 ปี ให้ยกฟ้องความผิดฐานซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก เฉพาะจำเลยที่ 5 เสีย สำหรับจำเลยอื่นและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานฉ้อโกง และจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานซ่องโจรตามฟ้องหรือไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายทองสุขกับพวกดังกล่าวร่วมกันประชุมวางแผนเพื่อแสดงตัวเป็นกรรมการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันเกิดเหตุ แล้วอาศัยโอกาสกัดหลอดพลาสติกบรรจุสารเคมีสีขาวซึ่งอมไว้ เพื่อให้สารเคมีหยดลงในภาชนะบรรจุตลับลูกบอลซึ่งบุคคลทั้งสามประจำอยู่ ก่อนที่พนักงานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะบรรจุตลับลูกบอลที่บรรจุลูกบอลหมายเลข 1 ลงไป เพื่อเป็นการทำเครื่องหมายที่ตลับลูกบอลไว้ก่อน แล้วจึงเลือกตักตลับลูกบอลที่ได้ทำเครื่องหมายไว้เป็นผลให้สามารถล็อกเลข คือ กำหนดหมายเลขรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ตามที่ต้องการ คือ หมายเลข 1 ในหลักหน่วยและหลักสิบในการออกรางวัลที่หนึ่ง ได้ความต่อไปว่า หลังจากการประชุมฝึกซ้อมดังกล่าวแล้ว ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 5 นาฬิกา นายมนัสพาจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกดังกล่าวเดินทางไปที่โรงแรมตรัง กรุงเทพมหานคร ใกล้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยนายมนัสจองห้องประชุมและสั่งอาหารไว้สำหรับคนถึง 110 คน ในการประชุมดังกล่าวนอกจากนางพจนีย์ พยานโจทก์ข้างต้นแล้ว ยังมีนายอัตชัย พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างอยู่ที่วินรถจักรยานยนต์รับจ้างของจำเลยที่ 3 ได้พาคนขับรถจักรยานยนต์ในวินเดียวกันไปที่โรงแรมด้วย โดยได้รับค่าจ้างคนละ 200 บาท แม้ในชั้นพิจารณานายอัตชัยไม่ยืนยันว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง แต่ตามบันทึกคำให้การของพยาน นายอัตชัย ให้การว่า จำเลยที่ 3 ยกเว้นค่าวินรถจักรยานยนต์ให้แก่ผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมชมการออกรางวัลเป็นเวลา 2 วัน คิดเป็นเงิน 200 บาท ส่วนนายอัตชัยได้รับค่าจ้าง 500 บาทสอดคล้องกับบัญชีรายชื่อผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในวินของจำเลยที่ 3 ซึ่งปรากฏว่า มีชื่อซ้ำกับรายชื่อผู้เข้าชมการออกรางวัลสลากหลายรอบ แสดงว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ว่าจ้างนายอัตชัยกับพวก โดยมีจำเลยที่ 4 ซึ่งนาย อัตชัยให้การไว้ชัดเจนว่า เป็นลูกน้องของจำเลยที่ 3 ทำงานอยู่ที่สมาคมสนุ้กเกอร์ของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมในลำดับสุดท้าย ทำหน้าที่พาผู้เข้าร่วมประชุมวางแผนที่โรงแรมตรังทั้งหมดไปชมการออกรางวัลที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จากนั้นจัดให้พวกที่พยานพาไปชมการออกรางวัลมอบหางบัตรให้แก่พวกที่ไปฝึกซ้อมการล็อกเลขมาจากไร่กุสุมารีสอร์ท ทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายทองสุขสามารถแสดงตัวเป็นกรรมการและดำเนินการตามที่วางแผนกันมาได้สำเร็จ ซึ่งนอกจากพฤติการณ์ดังกล่าวแล้ว ยังได้ความจากนายมนัสด้วยว่า หลังจากการออกรางวัลในงวดเกิดเหตุนี้แล้ว นายอนันต์ให้พยานไปที่บ้านของจำเลยที่ 3 เพื่อฝึกซ้อมการล็อกเลขรางวัลสลากของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร งวดประจำวันที่ 10 พฤศจิกายน 2544 ในครั้งนี้พยานพบจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไปดูการฝึกซ้อมด้วย และในการออกรางวัลงวดล่าสุดนี้ พันตำรวจโทชัดชัยเห็นเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 4 พาพวกประมาณ 80 คน ไปชมการออกรางวัลด้วย แต่เมื่อพนักงานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลผู้ดำเนินการออกรางวัลแจ้งว่า จะเปลี่ยนแปลงวิธีการออกรางวัลโดยไม่ให้ประชาชนขึ้นไปร่วมออกรางวัล จำเลยที่ 4 ไม่พอใจและเรียกให้พวกทั้งหมดกลับไปพร้อมกัน จึงเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นชัดยิ่งขึ้นถึงการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังนี้เห็นว่า พยานสำคัญของโจทก์ซึ่งเบิกความเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยคนใดมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยคนใดให้ต้องรับโทษ แล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17705/2555 · ทนอย Thanoy