ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 178/2551

หลักกฎหมาย

จำเลยตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน โจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ คดีของโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้องร้อง ส่วนปัญหาว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาตั้งตัวแทน หรือจำเลยได้รับการจ้างเหมาช่วงงานดังกล่าวโดยไม่ได้เป็นผลจากการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นที่โต้เถียงกันซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานกันในชั้นพิจารณาต่อไป แม้จำเลยไม่ตั้งใจยักย้ายทรัพย์สินของตนไปให้พ้นจากอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 (1) (ก) แต่การที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้เคยมีก็ปิดสำนักงานสาขาไปแล้วเพราะใบอนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวไม่ถูกต้อง และการที่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดในประเทศไทย ทั้งจำเลยไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยพอที่โจทก์จะบังคับคดีได้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 255 (1) (ข) จึงนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ในการสั่งให้อายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอบุคคลภายนอกจะชำระให้แก่จำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนและมีภูมิลำเนาในประเทศสาธารณรัฐอิตาลี ทำสัญญาให้โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในงานก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจำเลยจะจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 13 ของมูลค่างานที่จำเลยเข้าเป็นคู่สัญญาจากการประสานงานของโจทก์ จากนั้นโจทก์ติดต่อประสานงานจนกลุ่มบริษัทกิจการร่วมค้าไอทีโอว่าจ้างจำเลยทำงาน 3 กลุ่มงาน คือ งานอุปกรณ์ตกแต่งอาคารและเครื่องหมายสัญลักษณ์ งานท่าเทียบเครื่องบินแอร์บัส และงานก่อสร้างสถานีรถไฟเชื่อมระหว่างสนามบินกับมักกะสันและพญาไทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 735,000,000 บาท ซึ่งจำเลยต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์รวม 95,550,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระและบอกเลิกสัญญากับโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าบริการและค่าตอบแทนจำนวนดังกล่าวพร้อมค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานจริง แต่โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนต่อเมื่อจำเลยได้รับค่าจ้างตามงวดงานที่จำเลยทำเสร็จและส่งมอบงานให้กิจการร่วมค้าไอทีโอ แต่จำเลยยังไม่ได้รับชำระค่างวดค่าจ้าง และโจทก์ไม่ได้ติดต่อประมานงานให้จำเลยได้งานรับจ้างดังกล่าวทั้งยังทำงานบกพร่อง ไม่รับผิดชอบ ขาดความรู้ จนทำให้จำเลยเสียหาย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการที่โจทก์ทำงานบกพร่องผิดพลาดรวมเป็นเงิน 321,311,566 บาท แก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา (1) หลังจากยื่นฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดเงินประกันสัญญาและเงินค่าจ้างตามสัญญาที่จำเลยจะได้รับจากกิจการร่วมค้าไอทีโอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) จำเลยยื่นคำคัดค้าน (2) หลังจากจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้อายัดเงินที่จำเลยมีสิทธิเรียกร้องต่อกิจการร่วมค้าไอทีโอไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยห้ามมิให้กิจการร่วมค้าไอทีโอชำระเงินจำนวน 24,852,602.43 บาท แก่จำเลยและเงินในอัตราร้อยละ 13 ของเงินซึ่งกิจการร่วมค้าไอทีโอจะต้องชำระแก่จำเลยในงวดที่จะถึงกำหนดชำระต่อไปตามสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ตกแต่งภายในสนามบิน (เอกสารหมาย ล.14 และ ล.15) กับตามสัญญาให้บริการติดตั้งทดสอบและส่งมอบอุปกรณ์ตกแต่งภายในสนามบิน (เอกหมาย ล.16 และ ล.17) (ฉบับลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547) แต่ให้กิจการร่วมค้าไอทีโอนำเงินดังกล่าวส่งมอบแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระหนี้ โดยให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 3,000,000 บาท ก่อนออกหมายดังกล่าว และให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า สมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะชำระแก่จำเลยเมื่อถึงกำหนดชำระ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) หรือไม่ ซึ่งในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอต้องให้เป็นที่พอใจศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่โจทก์ขอมาใช้ได้ ตามมาตรา 255 (1) (ก) หรือ (ข) เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้นำสืบพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองโจทก์ชั่วคราว โดยยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายโจเอล โบเชอร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ว่า จำเลยทำสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับการจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตามหนังสือยืนยันการเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทนเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน ซึ่งจำเลยก็ได้นำสืบรับในชั้นนี้ว่าจำเลยทำสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนดำเนินการดังกล่าวจริงตามสัญญาตั้งตัวแทนเอกสารหมาย ล.12 ฉะนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบเบื้องต้นในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวนี้รับฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ ซึ่งโจทก์ยืนยันว่าตนปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาโดยติดต่อประสานงานกับกิจการร่วมค้าไอทีโอจนจำเลยได้รับการว่าจ้างงานช่วงตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 หาใช่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยปร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 178/2551 · ทนอย Thanoy