ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 180/2554

หลักกฎหมาย

จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงสามารถทำอันตรายถึงชีวิตได้ ยิงผู้เสียหายในระยะใกล้ จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยเจตนาฆ่า เมื่อจำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล โดยผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย เนื่องจากกระสุนปืนไม่ถูกอวัยวะสำคัญ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่า

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371, 376, 391 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83), 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่น ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 11 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยิงผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกบริเวณก้นด้านซ้าย เป็นแผลรูเล็ก ๆ หลายรู ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.3 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายและนายสายัณห์ ฉายอรุณ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า นายสายัณห์มีปากเสียงกับจำเลยที่บริเวณหน้าร้านโชติอนันท์ คาราโอเกะ แล้วจำเลยชักอาวุธปืนออกมา ผู้เสียหายจึงเดินเข้าไปห้ามแล้วนายสายัณห์เข้าไปชกจำเลย มีการกอดรัดต่อสู้กัน แต่ผู้เสียหายและนายสายัณห์ไม่สามารถแย่งอาวุธปืนจากจำเลยได้ เมื่อจำเลยสะบัดหลุด จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายซึ่งกำลังหันหลังวิ่งหนี โดยมีนายประทีป ซึ่งอยู่ในร้านที่เกิดเหตุด้วยเบิกความสนับสนุนว่า เห็นจำเลยกับนายสายัณห์ทะเลาะกันอยู่ที่หน้าร้าน โดยมีผู้เสียหายยืนอยู่ด้วย จากนั้นทั้งสามคนเข้าชกต่อยกัน สักครู่หนึ่งเห็นจำเลยยิงปืน 1 นัด แล้ววิ่งเข้ามาในร้านผ่านหน้าพยานไป คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน และพยานโจทก์ดังกล่าวต่างไม่เคย มีสาเหตุโกรธเคืองกันกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลย คำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟัง แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าของร้านค้าตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุหมาย จ.7 และร้อยตำรวจโทนุกูล พนักงานสอบสวนซึ่ง มาตรวจสถานที่เกิดเหตุภายหลังเกิดเหตุไม่นานก็เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า บริเวณดังกล่าวมีแสงสว่างมองเห็นกันได้ในระยะ 20 ถึง 25 เมตร เมื่อนายสายัณห์กับจำเลยต่างมีปากเสียงโต้ตอบกันก่อน โดยผู้เสียหายอยู่ในบริเวณนั้นด้วย ผู้เสียหายและนายสายัณห์ย่อมอยู่ใกล้จำเลยเพียงพอที่จะเห็นจำเลยชักอาวุธปืนออกมาได้ ประกอบกับผู้เสียหายและนายสายัณห์ต่างเบิกความว่า ที่เข้าชกต่อยกอดรัดจำเลยเนื่องมาจากจำเลย ชักอาวุธปืนออกมาแล้วเล็งไปที่ผู้เสียหายและนายสายัณห์ ซึ่งนับว่าสมด้วยเหตุผลเพราะ ในภาวะเช่นนั้นผู้เสียหายและนายสายัณห์ย่อมต้องหาทางให้พ้นจากการถูกยิงด้วยการเข้าแย่งอาวุธปืนนั้นเสีย และแม้ผู้เสียหายจะถูกยิงในขณะหันหลังวิ่งหนีไม่อาจเห็นว่า กระสุนปืน ที่ยิงถูกตนนั้นจำเลยเป็นผู้ยิงหรือไม่ แต่กรณีเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน โดยไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นใดที่มีอาวุธปืนและอยู่ในบริเวณนั้นอีก และนายสายัณห์กับนายประทีปก็เบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจริง ที่จำเลยนำสืบอ้างว่า หลังจากพวกของผู้เสียหายตบพวกของจำเลยแล้ว จำเลยก็ชวนพวกของจำเลยกลับ แต่เมื่อเดินออกจากร้านที่เกิดเหตุไป ผู้เสียหายเข้ามา ชกต่อยจำเลย จากนั้นพวกของผู้เสียหายหลายคนเข้ามารุมทำร้ายจำเลยด้วย โดยจำเลยไม่มีอาวุธใดติดตัวไปนั้น เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ขาดเหตุผล ผู้เสียหายและนายสายัณห์ไม่ได้ มีเรื่องบาดหมางกับจำเลย จึงไม่มีเหตุที่จะเข้าทำร้ายจำเลยก่อน ทั้งจำเลยมิได้นำพวก ของจำเลยที่อ้างว่าอยู่ในที่เกิด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 180/2554 · ทนอย Thanoy