ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 1803/2540

หลักกฎหมาย

โจทก์ได้บรรยายฟ้องให้จำเลยที่1เข้าใจได้ดีแล้วถึงระยะเวลาที่จำเลยที่1เบิกสินค้าไปแล้วต้องรับผิดรวมทั้งจำนวนที่ต้องรับผิดตลอดจนมีคำขอบังคับให้จำเลยที่1รับผิดตามนั้นด้วยจึงเป็นคำฟ้องที่บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นชอบด้วยกฎหมายแล้วจำเลยที่1จะรับสินค้าไปเมื่อใดจำนวนเท่าใดเป็นเพียงรายละเอียดที่ที่โจทก์อาจนำสืบในชั้นพิจารณาได้หาทำให้ฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วกลายเป็นฟ้องเคลือบคลุมไปไม่ ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ซึ่งจำเลยมิได้ให้การเป็นประเด็นไว้เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา225วรรคหนึ่งประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522มาตรา31ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงโดยวินิจฉัยจากคำเบิกความของจำเลยโดยไม่ได้ชั่งน้ำหนักพยานโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยที่1ว่าจำเลยที่1เป็นพนักงานขายในร้านค้าย่อยทำหน้าที่ขายน้ำส้มสายชูกลั่นในทางปฏิบัติจำเลยที่2ซึ่งเป็นหัวหน้าของจำเลยที่1ได้มอบให้จำเลยที่1ทำหน้าที่เบิกน้ำส้มสายชูกลั่นมาขายระหว่างเดือนตุลาคม2528ถึงเดือนสิงหาคม2529จำเลยที่1ได้ลงลายมือชื่อในใบสั่งซื้อและรับสินค้ามาขายในร้านค้าย่อยซึ่งการเก็บและการขายน้ำส้มสารชูกลั่นนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่1แต่ปรากฏว่าเงินรายรับที่ควรได้จากการขายน้ำส้มสายชูกลั่นขาดบัญชีและน้ำส้มสายชูกลั่นที่จำเลยที่1เบิกมาขายนั้นขาดหายไปทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายการกระทำของจำเลยที่1เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้โจทก์เสียหายการที่ศาลแรงงานวินิจฉัยให้จำเลยที่1ต้องรับผิดและพิพากษาให้จำเลยที่1ชดใช้เงินแก่โจทก์จึงเป็นการวินิจฉัยและพิพากษาตามประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดทุจริตต่อหน้าที่จงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหายฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์กรณีร้ายแรงหรือไม่ดังที่กำหนดไว้โดยชอบและแม้การที่จำเลยที่1ลงลายมือชื่อในใบสั่งซื้อและเบิกน้ำส้มสายชูกลั่นแทนจำเลยที่2จะปฏิบัติกันมาโดยโจทก์ไม่ทักท้วงจะเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ไม่ร้ายแรงนักก็ตามแต่ก็หาทำให้ความรับผิดชอบของจำเลยที่1ในฐานะผู้เบิกตลอดจนการเก็บและขายน้ำส้มสายชูกลั่นหลุดพ้นไปไม่ โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันรับผิดอันเกิดจากมูลละเมิดระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างกับจำเลยทั้งหมดซึ่งเป็นลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นคดีละเมิดอย่างเดียวไม่กรณีเช่นนี้นอกจากจำเลยจะทำละเมิดต่อโจทก์แล้วยังฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วยสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่นจึงมีอายุความ10ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา164เดิมหรือ193/30ที่ตรวจชำระใหม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 17 เป็นพนักงานของโจทก์จะต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของโจทก์ จำเลยที่ 1ถึงจำเลยที่ 8 ประจำอยู่ที่ร้านค้าปลีกองค์การผลิตอาหารสำเร็จรูปบ้านโป่ง โดยจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งและหน้าที่เป็นพนักงานขายจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งและหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ จำเลยที่ 3มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกโฆษณาทำหน้าที่ผู้จัดการ จำเลยที่ 4 มีตำแหน่งและหน้าที่เป็นหัวหน้าหมวดขาย จำเลยที่ 5จำเลยที่ 6 และจำเลยที่ 7 มีตำแหน่งและหน้าที่เป็นพนักงานขายจำเลยที่ 8 มีตำแหน่งและหน้าที่เป็นเสมียน จำเลยที่ 9 มีตำแหน่งและหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกคลังพัสดุฝ่ายโรงงาน จำเลยที่ 10มีตำแหน่งและหน้าที่เป็นรองหัวหน้ากองบริการจำเลยที่ 11มีตำแหน่งและหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกรักษาการณ์ จำเลยที่ 12ถึงจำเลยที่ 15 มีตำแหน่งและหน้าที่เป็นพนักงานรักษาการณ์จำเลยที่ 16 มีตำแหน่งและหน้าที่เป็นพนักงานเร่งรัดหนี้สินจำเลยที่ 17 มีตำแหน่งและหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกภาชนะบรรจุเมื่อระหว่างเดือนตุลาคม 2528 ถึงเดือนสิงหาคม 2529จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 17 กระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เป็นพนักงานขายโดยเจตนาทุจริตลงชื่อในใบสั่งซื้อสินค้าน้ำส้มสายชูกลั่นหลายฉบับหลายครั้งโดยไม่มีอำนาจ เพราะการลงชื่อในใบสั่งซื้อสินค้าเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ละเลยหน้าที่และมิได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1เป็นผู้ลงชื่อในใบสั่งซื้อสินค้าแทน จำเลยที่ 4 มีหน้าที่ตรวจสอบใบสั่งซื้อสินค้า หากเห็นว่าถูกต้องจะออกใบส่งสินค้าให้ แต่จำเลยที่ 4 ลงชื่อในใบส่งสินค้าและออกใบส่งสินค้าให้จำเลยที่ 1 หลายครั้งทั้งที่รู้ว่าใบสั่งซื้อสินค้าไม่มีลายมือชื่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 5ถึงจำเลยที่ 8 ไม่มีอำนาจหน้าที่ลงชื่อในใบส่งสินค้า ได้ฝ่าฝืนระเบียบของโจทก์ลงชื่อในใบส่งสินค้าน้ำส้มสายชูกลั่นให้แก่จำเลยที่ 1 หลายครั้งหลายฉบับทั้งที่รู้ว่าไม่ถูกต้องไม่มีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 9 มีอำนาจหน้าที่จ่ายสินค้าตามใบส่งสินค้าและใบสั่งซื้อสินค้า เมื่อจำเลยที่ 1 นำใบสั่งซื้อสินค้าและใบส่งสินค้าน้ำส้มสายชูกลั่นจำนวนหลายฉบับซึ่งลงลายมือชื่อโดยผู้ไม่มีอำนาจมารับสินค้าน้ำส้มสายชูกลั่นจากจำเลยที่ 9 หลายครั้ง โดยไม่ได้ตรวจสอบลายมือชื่อของผู้มีอำนาจหน้าที่ในใบสั่งซื้อสินค้าและใบส่งสินค้าให้ถูกต้องก่อน จำเลยที่ 9ลงชื่อในใบผ่านสินค้าและจ่ายสินค้าน้ำส้มสายชูกลั่นให้จำเลยที่ 1หลายครั้ง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยที่ 1ไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในใบผ่านสินค้า และไม่มีอำนาจให้บุคคลใดนำสินค้าออกจากโรงงาน เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของหัวหน้ากองการเงินและบัญชีหรือผู้ทำการแทน ซึ่งหัวหน้ากองการเงินไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 10 ทำการแทนแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 นำใบสั่งซื้อสินค้าและใบส่งสินค้าน้ำส้มสายชูกลั่นหลายฉบับมายื่นขอออกใบผ่านสินค้าจากจำเลยที่ 9 หลายครั้งจำเลยที่ 10 ซึ่งไม่มีอำนาจกลับลงชื่อร่วมกับจำเลยที่ 9 ในใบผ่านสินค้าอนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำสินค้าน้ำส้มสายชูกลั่นไปหลายครั้งจำเลยที่ 11 ถึงจำเลยที่ 15 มีหน้าที่ตรวจความถูกต้องของใบผ่านสินค้า จำเลยที่ 1 นำใบผ่านสินค้าหลายฉบับเพื่อขออนุญาตนำสินค้าน้ำส้มสายชูกลั่นออกจากโรงงานหลายครั้ง จำเลยที่ 11ถึงจำเลยที่ 15 กลับปฏิบัติหน้าที่บกพร่องโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องของใบผ่านสินค้าว่ามีลายมือชื่อของหัวหน้ากองการเงินและบัญชีหรือไม่ ปรากฏว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นของบุคคลอื่นซึ่งไม่มีอำนาจ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 นำน้ำส้มสายชูกลั่นออกจากโรงงานไปหลายครั้ง เป็นน้ำส้มสายชูกลั่น ขนาด 750 ซีซี จำนวน99,310 ขวด ขนาด 500 ซีซี จำนวน 1,248 ขวด เมื่อหักยอดจ่ายไประหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2528 ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2529คงเหลือน้ำส้มสายชูกลั่นขนาด 750 ซีซี จำนวน 45,634 ขวดขนาด 500 ซีซี จำนวน 531 ขวด แต่ตรวจนับที่เหลืออยู่มีน้ำส้มสายชูกลั่น ขนาด 750 ซีซี จำนวน 2,613 ขวด ขนาด 500 ซีซีจำนวน 15 ขวด จึงเป็นน้ำส้มสายชูกลั่นที่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปเป็นขนาด 750 ซีซี จำนวน 43,021 ขวด ราคา 381,164.40 บาทขนาด 500 ซีซี จำนวน 516 ขวด ราคา 6,106 บาท รวมเป็นเงิน687,270.40 บาท จำเลยที่ 3 ทำหน้าที่ผู้จัดการร้านค้ามีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2จำเลยที่ 4 ถึงจำเลยที่ 15 ให้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามระเบียบของโจทก์ ต้องรับรู้การเบิกสินค้าเข้า-ออกร้านค้าปลีก โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รวบรวมนำส่งตรวจสอบยอดวัสดุนำเข้าร้านและยอดขายสินค้าแต่จำเลยที่ 3 บกพร่องไม่ติดตามตรวจสอบปฏิบัติตามระเบียบทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 16 เป็นพนักงานเร่งรัดหนี้สิน กองการเงินและบัญชี มีหน้าที่ติดตามเร่งรัดหนี้สินเมื่อมียอดหนี้ค้างเกินจำนวนตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป ปรากฏว่ายอดหนี้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1803/2540 · ทนอย Thanoy