ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 1804/2558

หลักกฎหมาย

คดีนี้เป็นการฟ้องถอนคืนการให้ ไม่ใช่คดีฟ้องร้องให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ จำเลยที่ 1 มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าเป็นการให้ที่มีค่าตอบแทนได้ ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 และการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นการให้มีค่าตอบแทน เป็นประเด็นต่อเนื่องที่รวมอยู่ในประเด็นหลักเพราะโจทก์ฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์ที่เป็นสินสมรสที่พันเอก (พิเศษ) พ.ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ศาลจึงต้องวินิจฉัยในที่สุดว่าโจทก์เพิกถอนได้หรือไม่ การวินิจฉัยว่าเป็นการให้โดยมีค่าตอบแทนและตามหน้าที่ธรรมจรรยาจึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกประเด็น

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดิน และการจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 581, 583, 585, 589, 590, 591, 625, 1149, 1152, 1153 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี รวม 10 แปลง ระหว่าง พันเอก (พิเศษ) พล กับจำเลยที่ 1 และนิติกรรมการจำนองที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2539 ตกเป็นโมฆะ ไม่ผูกพันโจทก์ และให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ที่ดินและนิติกรรมการจำนองที่ดินดังกล่าว โดยให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้ง 10 แปลงดังกล่าว แล้วใส่ชื่อพันเอก (พิเศษ) พล เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ตามเดิม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้ง 10 แปลง กลับมาเป็นชื่อพันเอก (พิเศษ) พล โดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น โดยจำเลยทั้งสามออกค่าใช้จ่ายเอง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถโอนที่ดินทั้ง 10 แปลงดังกล่าว กลับมาตามเดิมไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 218,756,404.10 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ในต้นเงิน 201,937,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 3 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท และแทนจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 5,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า หนังสือสัญญาให้ที่ดิน ระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นการให้มีค่าตอบแทน เป็นการรับฟังพยานบุคคลแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องถอนคืนการให้ ไม่ใช่คดีฟ้องร้องให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ จำเลยที่ 1 มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าเป็นการให้ที่มีค่าตอบแทนได้ ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 และการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นการให้มีค่าตอบแทน เป็นประเด็นต่อเนื่องที่รวมอยู่ในประเด็นหลักเพราะโจทก์ฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนทรัพย์ที่เป็นสินสมรสที่พันเอก (พิเศษ) พลให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ศาลต้องวินิจฉัยในที่สุดว่าโจทก์เพิกถอนได้หรือไม่ จึงมิใช่เป็นการพิพากษานอกประเด็น ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนให้และการจำนองหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่พันเอก (พิเศษ) พล และโจทก์ต้องจัดการร่วมกัน แต่พันเอก (พิเศษ) พล จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสไม่ได้ให้ความยินยอม จำเลยที่ 1 รับโอนทั้งที่เจ้าหน้าที่ที่ดินแจ้งให้ทราบแล้วว่าโจทก์มิได้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมถือว่ารับโอนโดยไม่สุจริต ส่วนจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า พันเอก (พิเศษ) พล ประกอบธุรกิจค้าขายที่ดิน ทำกิจการบ้านจัดสรร ทำธุรกิจผลไม้กระป๋องส่งออก โดยกู้เงินจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ประมาณ 100 ล้านบาท และกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประมาณ 2,000 ล้านบาท นำที่ดิน 52 แปลง จดทะเบียนจำนองเป็นประกัน ตามสัญญากู้ สัญญาจำนอง ต่อมาพันเอก (พิเศษ) พล ไม่สามารถชำระหนี้ให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งขณะนั้นมีหนี้อยู่ประมาณ 100 ล้านบาทเศษได้ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เสนอให้เปลี่ยนตัวลูกหนี้ พันเอก (พิเศษ) พล ขอให้จำเลยที่ 1 รับสภาพหนี้แทน จำเลยที่ 1 จึงตกลงเข้าทำสัญญารับสภาพหนี้แล้วเข้าเป็นผู้กู้แทน นำเงินชำระหนี้ของพันเอก (พิเศษ) พล และหนี้บางส่วนของบริษัทชะอำไพน์แอปเปิ้ลแคนเนอรี่ จำกัด ที่มีอยู่กับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) คืนโฉนดที่ดินที่จำนองเป็นประกันให้บางส่วนรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย พันเอก (พิเศษ) พล จึงยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 และมีนางกมลธร พี่สะใภ้ของจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า ทราบว่าเมื่อปลายปี 2537 จำเลยที่ 1 ออกเงินไถ่ถอนที่ดินพิพาทกับที่ดินอื่นประมาณ 50 กว่าแปลง เพื่อตอบแทนที่จำเลยที่ 1 ออกเงินไถ่ถอนและช่วยออกเงินหาเสียงเลือกตั้ง พันเอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง