ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557

ฎีกาที่ 1825/2557

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะกลับมาฎีกาว่ามิได้กระทำความผิดหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ แผ่นบันทึกข้อมูลโทรศัพท์ กระเป๋าผ้า สมุดบัญชีของกลาง และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 260/2547 ของศาลอาญาธนบุรี จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง และก่อนสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิม และขอให้การใหม่เป็นการรับสารภาพเฉพาะข้อหามีเมทแอมเฟตามีน 198 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่ และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่งด้วย ลงโทษจำคุก 11 ปี และปรับ 400,000 บาท เมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 4 แล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกและปรับของจำเลยที่ 4 ในกระทงอื่นมาเรียงกระทงลงโทษได้อีก จึงให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 4 สถานเดียว คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นไปโดยสมัครใจ และจำเลยที่ 4 รับสารภาพเพราะจำนนต่อพยาน หลักฐาน ไม่มีเหตุปรานีที่จะลดโทษให้ ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ แผ่นบันทึกข้อมูลโทรศัพท์ กระเป๋าผ้า และสมุดบัญชีของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 260/2547 ของศาลอาญาธนบุรีนั้น เมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 2 แล้วจึงไม่อาจนับโทษจำคุกต่อให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 249,600 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) (2) คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 4 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 198 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท เมื่อจำคุกจำเลยที่ 4 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุก 5 ปี 6 เดือน มารวมได้ คงจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 200,000 บาท หากจำเลยที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 260/2547 ของศาลอาญาธนบุรี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 249,600 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เฉพาะจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะกลับมาฎีกาว่ามิได้กระทำผิดหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาสรุปได้ความว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ จึงควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 2, ที่ 3 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ในปัญหานี้โจทก์มีพันตำรวจโทอิทธิพล และร้อยตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมเบิกความสอดคล้องกันว่า เมื่อได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดให้โทษลำเลียงเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบ จึงร่วมกันวางแผนจับกุม ซึ่งได้เห็นนางทิพาพรรณหรือคิ้ม ผู้ติดต่อระหว่างผู้ส่ง ผู้ลำเลียงและผู้รับเมทแอมเฟตามีนนำไปเก็บและรอส่งมอบให้ลูกค้าที่ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ สาขารัตนาธิเบศร์ มาพบจำเลยที่ 1 แล้วไปพบกับจำเลยที่ 4 นางทิพาพรรณแยกไปขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ง - 5929 นนทบุรี แวะรับจำเลยที่ 1 ที่ยืนรอหน้าห้างดังกล่าวไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม จากนั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1825/2557 · ทนอย Thanoy