ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 1834/2559

หลักกฎหมาย

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 เมื่อสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความ อย่างไรก็ตามในมูลหนี้ดังกล่าวลูกหนี้ที่ 3 ได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ และ ป. เจ้าหนี้อื่นในคดีแพ่งได้นำยึดทรัพย์จำนองดังกล่าวไว้แล้ว ต่อมาเจ้าหนี้ในคดีนี้จึงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ในคดีแพ่งดังกล่าว และศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้ในจำนวนเท่ากับสิทธิของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่มีการบังคับคดีแล้วย่อมได้รับการคุ้มครอง โดยมีสิทธิได้รับชำระหนี้ภายในวงเงินจำนองพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ส่วนหากว่าขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดอายุความจึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนที่ขาดจากการบังคับจำนองอันเป็นหนี้สามัญด้วยแต่อย่างใด

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2548 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 2 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 5843/2541 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็น คดีหมายเลขแดงที่ 2583/2542 จำนวนเงิน 9,197,333.87 บาท และหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี จำนวน 5,439,302.52 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7531 ตำบลคลองควาย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 116936 แขวงบางอ้อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ในมูลหนี้อันดับที่หนึ่ง ลูกหนี้ทั้งสามเป็นหนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 2583/2542 หนี้ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและยังไม่ขาดอายุความ จึงไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ ส่วนมูลหนี้อันดับที่สอง ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่ 3 เมื่อลูกหนี้ที่ 3 ผิดนัดชำระหนี้เจ้าหนี้บอกกล่าวด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์เพื่อให้ลูกหนี้ที่ 3 ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองภายในวันที่ 14 เมษายน 2538 แต่ลูกหนี้ที่ 3 เพิกเฉย เจ้าหนี้จึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวภายใน 10 ปี นับจากวันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 แต่เจ้าหนี้นำมูลหนี้ดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 30 กันยายน 2548 เมื่อพ้นกำหนด 10 ปี หนี้ดังกล่าวจึงขาดอายุความต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ ตามมาตรา 94 (1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ส่วนบุริมสิทธิในทางจำนองเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 116936 แขวงบางอ้อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง นั้น หากเจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิจะบังคับเอากับหลักประกันเพียงใดก็ชอบที่จะไปใช้สิทธิของตนในทางแพ่งต่อไป จึงเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่หนึ่ง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 2583/2542 ดังนี้ ให้ได้รับชำระหนี้ในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้ขายลดตั๋วเงินกับค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นเงิน 7,645,318.10 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7531 ตำบลคลองควาย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ก่อนเจ้าหนี้อื่น หากได้เงินไม่พอให้ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสาม และให้ได้รับชำระหนี้ในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 1,552,384.74 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าหากได้รับชำระหนี้จากนายสมทรง จำเลยร่วมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 2583/2542 และหรือได้รับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7531 ตำบลคลองควาย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนของนายสมทรงแล้วเป็นจำนวนเพียงใดก็ให้สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น ส่วนมูลหนี้อันดับที่สองให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1) หากเจ้าหนี้มีสิทธิบังคับในทางจำนองเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 116936 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพียงใด ก็ชอบที่จะไปใช้สิทธิของเจ้าหนี้ในทางแพ่งต่อไป ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่สองตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ว่า ตามข้อตกลงในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและบันทึกต่อท้ายสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างลูกหนี้ที่ 3 กับเจ้าหนี้ฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2536 มีข้อตกลงกำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นสุดของเดือน หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้าเป็นต้นเงิน และหากครบกำหนดอายุสัญญาในวันที่ 26 กรกฎาคม 2537 ให้ต่ออายุสัญญาต่อไปได้อีกโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ภายหลังครบกำหนดอายุสัญญามีการเดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมา โดยเจ้าหนี้ยอมให้ลูกหนี้ที่ 3 เบิกถอนเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 จำนวน 156,917 บาท และเจ้าหนี้หักทอนบัญชีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 3 เป็นหนี้จำนวน 1,200,166.74 บาท ตาม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1834/2559 · ทนอย Thanoy