ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 1839/2544

หลักกฎหมาย

ส. ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจาก ส. แล้ว เจ้าพนักงานตำรวจเสนอว่าหาก ส. ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้จำหน่ายให้ก็จะไม่ดำเนินคดี ส. จึงไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย การที่ ส. มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ จึงเป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจและให้คำมั่นสัญญาโดยมิชอบของ เจ้าพนักงานตำรวจ รับฟังเป็นพยานไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.08 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4,7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอทัพทันจังหวัดอุทัยธานี จับกุมจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยานำส่งพนักงานสอบสวนพร้อมด้วยเงินจำนวน 120 บาท และเมทแอมเฟตามีนจำนวน1 เม็ด เป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ในปัญหานี้ได้ความจากคำเบิกความของนายดาบตำรวจเรวัต กำพล สิบตำรวจตรีสมบัติศรีอ่อนทอง (ขณะเกิดเหตุมียศเป็นพลตำรวจ) พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสอง และนายสมพร บัวผัน พยานโจทก์ซึ่งเป็นสายลับผู้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสองว่าก่อนจับกุมพยานทั้งสองผู้ร่วมจับกุมได้สืบทราบว่าที่บ้านจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงวางแผนจับกุม โดยมอบธนบัตรฉบับละ 100 บาท1 ฉบับ และฉบับละ 20 บาท 1 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งได้ถ่ายเอกสารและลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้แล้วให้แก่นายสมพรเพื่อใช้เป็นเงินล่อซื้อ เมื่อนายสมพรได้รับมอบเงินดังกล่าวก็เดินทางไปที่บ้านจำเลยทั้งสอง สิบตำรวจตรีสมบัติไปซุ่มดูการล่อซื้ออยู่ที่บ้านนายผินทับทิม ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุ ส่วนนายดาบตำรวจเรวัตกับพวกไปรออยู่ที่ศาลาพักร้อนข้างทางห่างจากบ้านจำเลยทั้งสองประมาณ300 เมตร ต่อมาประมาณ 30 นาที นายสมพรกลับไปพบนายดาบตำรวจเรวัตที่ศาลาพักร้อนพร้อมกับมอบเมทแอมเฟตามีนให้จำนวน 1 เม็ดโดยแจ้งว่าซื้อมาจากจำเลยทั้งสอง นายดาบตำรวจเรวัตได้วิทยุแจ้งให้สิบตำรวจตรีสมบัติทราบ พยานทั้งสองผู้ร่วมจับกุมกับพวกไปที่บ้านจำเลยทั้งสอง เห็นจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปที่ร้านค้า พยานทั้งสองผู้ร่วมจับกุมกับพวกตามไปและแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นจำเลยที่ 1 พบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้ออยู่ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาที่จำเลยที่ 1 สวมอยู่แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายที่ตัวจำเลยที่ 2 จึงร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองแจ้งข้อหาว่า ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ เห็นว่า นายดาบตำรวจเรวัตเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าพยานรอสายลับอยู่ที่ศาลาพักร้อนห่างจากบ้านจำเลยทั้งสองประมาณ 300 เมตร มองไม่เห็นบ้านจำเลยทั้งสอง แสดงให้เห็นว่านายดาบตำรวจเรวัตไม่เห็นเหตุการณ์ขณะนายสมพรล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสอง ส่วนที่สิบตำรวจตรีสมบัติเบิกความตอบโจทก์และตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า พยานไปซุ่มอยู่บริเวณด้านหลังบ้านนายผินห่างบ้านนายผินประมาณ 10 เมตรซึ่งอยู่ห่างจากบ้านจำเลยทั้งสองประมาณ 30 ถึง 40 เมตร และอ้างว่าได้เห็นเหตุการณ์ขณะนายสมพรล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสองนั้น ปรากฏว่าในการสืบพยานจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองขอให้ศาลชั้นต้นไปเดินเผชิญสืบที่บ้านนายผิน ปรากฏตามรายงานการเดินเผชิญสืบของศาลชั้นต้นว่า บ้านนายผินอยู่ห่างจากบ้านจำเลยทั้งสองประมาณ 100 เมตรซึ่งแตกต่างกับคำเบิกความของสิบตำรวจตรีสมบัติอย่างมาก ทั้งจากบ้านนายผินก็ไม่สามารถมองเห็นบ้านจำเลยทั้งสองได้เลย เพราะมีต้นไม้และบ้านหลังอื่นบังอยู่ ดังนี้ ที่สิบตำรวจตรีสมบัติเบิกความอ้างว่า เห็นเหตุการณ์ขณะนายสมพรล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ พยานโจทก์คงเหลือเพียงนายสมพรปากเดียวที่เบิกความอ้างว่าได้ไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้จากจำเลยทั้งสอง แต่นายสมพรเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองและถามติงของโจทก์สรุปได้ความว่าพยานเป็นสายลับซื้อเมทแอมเฟตามีนให้เจ้าพนักงานตำรวจครั้งเกิดเหตุนี้เป็นครั้งแรกโดยในวันเกิดเหตุคดีนี้พยานถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจากพยาน แล้วเจ้าพนักงานตำรวจเสนอว่าหากพยานไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้จำหน่ายให้ก็จะไม่ดำเนินคดีแก่พยาน การที่นายสมพรมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1839/2544 · ทนอย Thanoy