คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563
ฎีกาที่ 1843/2563
หลักกฎหมาย
ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองดูแลของผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก มิให้ถูกผู้ใดล่วงละเมิดได้ ข้อสาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่าขณะมีการกระทำความผิด เด็กนั้นอยู่ในความปกครองดูแลของผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่ หากปรากฏว่าเด็กอยู่ในอำนาจปกครองดูแลไม่ว่าเป็นของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว ผู้ใดก็ไม่อาจมารบกวนหรือทำให้อำนาจปกครองของบุคคลนั้นต้องถูกกระทบกระเทือนโดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมของบุคคลดังกล่าวได้ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 6 ปีเศษ อยู่ในอำนาจปกครองดูแลของ ห. เพียงแต่เดินผ่านหน้าบ้านของจำเลยจะไปตาม ต. กลับมารับประทานอาหารที่บ้าน เหตุที่แวะไปหาจำเลยเพราะจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปหาที่แคร่หน้าบ้านจำเลยแล้วล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 จึงถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กออกจากอำนาจปกครองที่มีอยู่เหนือผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้อำนาจปกครองถูกกระทบกระเทือนแล้ว แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 มิใช่ ห. ตามที่พิจารณาได้ความก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวก็ไม่ถือเป็นข้อสำคัญอันกระทบต่อสาระอันเป็นเนื้อหาขององค์ประกอบความผิด ศาลชอบจะลงโทษจำเลยไปตามข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความดังกล่าวนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 284, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 279 วรรคหนึ่ง, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้แลเพื่อการอนาจาร รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 24 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และมาตรา 317 ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง ให้ลงโทษฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้อุบายหลอกลวง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 6 ปีเศษ เป็นบุตรของนาย ร. กับนาง ส. ครั้งเมื่อบิดาและมารดาของผู้เสียหายที่ 1 แยกทางกัน ผู้เสียหายที่ 1 จึงมาพักอาศัยและอยู่ในความปกครองดูแลของนาง ห. ผู้เป็นยายส่วนนาง ว. ผู้เสียหายที่ 2 ย่าของผู้เสียหายที่ 1 อยู่คนละหมู่บ้านกับนาง ห. ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะผู้เสียหายที่ 1 เดินผ่านบ้านจำเลยซึ่งอยู่ใกล้กันจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้มานั่งที่แคร่ไม้หน้าบ้านจำเลย แล้วจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ด้วยการใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้วชักเข้าชักออกหลายครั้ง จำเลยกระทำเช่นนี้กับผู้เสียหายที่ 1 รวม 2 วัน วันละ 1 ครั้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวม 2 กระทง ด้วยหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติความผิดมาตรานี้มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองดูแลของผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก มิให้ถูกผู้ใดล่วงละเมิดได้ ข้อสาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่าขณะมีการกระทำความผิด เด็กนั้นอยู่ในความปกครองดูแลของผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่ หากปรากฏว่าเด็กอยู่ในอำนาจปกครองดูแลไม่ว่าเป็นของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว ผู้ใดก็ไม่อาจมารบกวนหรือทำให้อำนาจปกครองของบุคคลนั้นต้องถูกกระทบกระเทือนโดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมของบุคคลดังกล่าวได้ ฉะนั้น เมื่อได้ความว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในอำนาจปกครองดูแลของนาง ห. อำนาจปกครองที่มีต่อผู้เสียหายที่ 1 ย่อมคุ้มครองโดยกฎหมายมิให้ผู้ใดมาลวงละเมิดได้ ผู้เสียหายที่ 1 เพียงแต่เดินผ่านหน้าบ้านของจำเลยที่ 1 จะไปตามนาย ต. กลับมารับประทานอาหารที่บ้าน เหตุที่แวะไปหาจำเลยเพราะจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้เข้าไปหาที่แคร่หน้าบ้านจำเลยแล้วล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 จึงถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กออกจากอำนาจปกครองที่มีอยู่เหนือผู้เสียหายที่ 1 ข้างต้น เป็นเหตุให้อำนาจปกครองถูกกระทบกระเทือนแล้ว แม้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 มิใช่นาง ห. ตามที่พิจารณาได้ความก็ตาม แต่เป็นเพราะต่อมานาง ห. ถึงแก่ความตาย ผู้เสียหายที่ 1 จึงมาอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ในภายหลัง ดังที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้ปกครองดูแลผู้เสียหายที่ 1 อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลผู้ปกครองดูแลผู้เยาว์ในคดีนี้จะคลาดเคลื่อนไปก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวก็ไม่ถือเป็นข้อสำคัญอันกระทบต่อสาระอันเป็นเนื้อหาขององค์ประกอบความผิดมาตรานี้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย อีกทั้งจำเลยเองมีบ้านอยู่ใกล้กันกับผู้เสียหายที่ 1 ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลใดในช่วงเวลาใด ไม่มีเหตุที่จะหลงต่อสู้จากการบรรยายฟ้องของโจทก์ถึงผู้ปกครองดูแลที่แตกต่างไปจากทา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง