ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 18462/2555

หลักกฎหมาย

ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 243 (2) เป็นการกระทำที่มีเจตนาทำการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในลักษณะต่อเนื่องกัน อันเป็นผลทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์นั้นผิดไปจากสภาพปกติของตลาด และการกระทำดังกล่าวได้กระทำไปเพื่อชักจูงให้บุคคลทั่วไปทำการซื้อหรือขายหลักทรัพย์นั้น พฤติการณ์ในลักษณะต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ร่วมกันทำการซื้อขายหุ้นธนาคาร น. ในช่วงเกิดเหตุ จนทำให้มีปริมาณในการซื้อขายหุ้นดังกล่าวเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และมีระดับราคาเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีข้อมูลหรือปัจจัยใดมาสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้ ทั้งราคาหุ้นดังกล่าวก็เพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่มีข้อมูลใดที่จะส่งผลให้การซื้อขายหุ้นเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้นได้เช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นของธนาคารอื่นที่มีสินทรัพย์และผลประกอบการระดับเดียวกัน การซื้อขายหุ้นนี้จึงเป็นการซื้อขายหุ้นที่ผิดไปจากสภาพปกติของตลาดอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งซื้อหุ้นอันมีลักษณะเป็นการชี้นำนักลงทุนทั่วไปว่ามีนักลงทุนจำนวนมากสนใจซื้อหุ้นดังกล่าวจนทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น หรือพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มีการส่งคำสั่งซื้อโดยใช้คำสั่งย่อยคำสั่งละ 10,000 หุ้น ก็เป็นไปตามความต้องการของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เพื่อให้นักลงทุนทั่วไปเข้าใจว่ามีนักลงทุนเป็นจำนวนมากสนใจซื้อหุ้นดังกล่าว จนมีนักลงทุนทั่วไปซื้อหุ้นนี้จนมีราคาสูงขึ้นในวันนั้น ๆ ซึ่งหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องการซื้อหุ้นดังกล่าวไว้เก็งกำไรจริง ย่อมต้องเข้าซื้อหุ้นขณะที่มีราคาถูกแล้วรอไว้ขายเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกของตลาด พฤติการณ์ในการซื้อขายหุ้นดังกล่าวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในขณะเกิดเหตุ หาใช่เป็นการซื้อเพื่อเก็งกำไรตามที่นักลงทุนทั่วไปปฏิบัติกัน จึงเป็นการซื้อขายในลักษณะต่อเนื่องกัน เป็นผลให้การซื้อขายหุ้นดังกล่าวผิดไปจากสภาพปกติของตลาดเพื่อชักจูงให้บุคคลทั่วไปทำการซื้อหรือขายหุ้นดังกล่าว อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 243, 244, 296 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 50, 83 และห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีกำหนด 5 ปี จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 243 (2), 296 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 4,000,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้สั่งห้ามจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 50 นั้น ปรากฏว่าคดีนี้ศาลรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจสั่งห้ามประกอบอาชีพตามที่โจทก์ขอได้ คำขอส่วนนี้และข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด ซึ่งเป็นซับโบรกเกอร์ซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และนางสาวอัษฏ์คุณเป็นลูกจ้างของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมืองทองทรัสต์ จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์เจ้าของเมโทรสลิมคลีนิค จำเลยที่ 6 และนางสาวจิงจูเป็นลูกจ้างทำงานที่เมโทรสลิมคลีนิคของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยที่ 3 ขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักเพชรบุรี บัญชีเลขที่ 001-1-16843-5 และวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2535 นางสาวอัษฏ์คุณขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ บัญชีเลขที่ 001-1-16841-8 แล้ว จำเลยที่ 3 กับนางสาวอัษฏ์คุณมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าว การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประชาชนทั่วไปไม่สามารถซื้อหรือขายหลักทรัพย์ได้โดยตรง แต่จะต้องทำการซื้อขายผ่านตัวแทนซึ่งเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเรียกว่า โบรกเกอร์หรือซับโบรกเกอร์ แต่ซับโบรกเกอร์ไม่สามารถทำการซื้อขายหลักทรัพย์กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้โดยตรง หากจะทำการซื้อขายหลักทรัพย์แทนลูกค้าจะต้องแจ้งความจำนงขอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ผ่านโบรกเกอร์อีกทอดหนึ่ง ผู้ที่ต้องการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะต้องเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์กับโบรกเกอร์หรือซับโบรกเกอร์แล้วแจ้งความจำนงให้โบรกเกอร์หรือซับโบรกเกอร์ที่ตนเปิดบัญชีทำคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายเข้าไปที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การซื้อหรือขายหลักทรัพย์ไม่สามารถทำคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายได้ตามใจชอบ จะต้องเสนอราคาซื้อหรือขายต่ำสุดหรือสูงสุดไม่เกินร้อยละ 10 ของราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายในวันก่อนหน้านั้น เมื่อโบรกเกอร์ส่งคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายไปที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว คำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายจะแสดงบนจอคอมพิวเตอร์ โดยคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายจะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายคำสั่งซื้อจะจัดลำดับจากคำสั่งซื้อราคาสูงสุดเรียงลงไปถึงคำสั่งซื้อราคาราคาต่ำสุด ส่วนฝ่ายคำสั่งขายจะจัดลำดับจากคำสั่งขายราคาต่ำสุดเรียงไปจนถึงคำสั่งขายราคาสูงสุด หากมีการส่งคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายที่ราคาเท่ากัน คำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายจะเรียงตามลำดับก่อนหลังที่มีการส่งคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายเรียงกันไป ขณะเกิดเหตุตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเปิดทำการเวลา 9 นาฬิกา แต่คำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายสามารถทำคำสั่งส่งไปได้ตั้งแต่เวลา 8.30 นาฬิกา แต่ยังไม่มีผลให้ทำการซื้อขายกันจนกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเปิดทำการ เมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดทำการระบบคอมพิวเตอร์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะจัดลำดับคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายและให้มีผลเป็นการซื้อขายกันโดยวิธีจับคู่ซื้อขายด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยจะจับคู่คำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายในราคาซื้อหรือขายที่ตรงกัน หากราคาซื้อและราคาขายไม่ตรงกันก็อาจมีการจับคู่ให้มีการซื้อขายกันในระดับราคาซื้อที่ดีที่สุดและราคาขายที่ดีที่สุด ส่วนคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายที่ยังไม่เกิดการซื้อขายกั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18462/2555 · ทนอย Thanoy