คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557
ฎีกาที่ 18570/2557
หลักกฎหมาย
ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ให้อำนาจศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน แต่ถ้าศาลแรงงานเห็นว่า ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทน จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์รับโจทก์กลับเข้าทำงาน จึงเป็นกรณีที่ลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ เห็นควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์แทน
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายค่าเสียหายจากการขาดรายได้ 8,000,000 บาท ค่าเสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียง 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ตีพิมพ์คำพิพากษาในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกัน ให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราเดิมก่อนถูกเลิกจ้างและให้จ่ายค่าเสียหายเดือนละ 69,768 บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันจ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบของจำเลยที่ 1 (ส่วนของนายจ้าง) จำนวน 623,700.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างที่ไม่ต่ำกว่าที่โจทก์เคยได้รับในขณะเลิกจ้าง ให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบของจำเลยที่ 1 (ส่วนของนายจ้าง) จำนวน 623,700.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2526 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งนักข่าว โจทก์มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าข่าวประจำสายข่าวความมั่นคงและอาชญากรรมประจำกองบรรณาธิการข่าว (โต๊ะข่าว) การเมืองทั่วไปของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2548 โจทก์เสนอข่าวต่อที่ประชุมข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ มีสาระสำคัญว่า "นายกรัฐมนตรีได้ให้ทีมช่างเทคนิคจากสหรัฐอเมริกามาตรวจสอบปัญหารันเวย์ (runway) ของสนามบินสุวรรณภูมิ ผลการตรวจสอบพบว่ามีรอยแตกร้าวบนรันเวย์อันจะเป็นอันตรายเมื่อเครื่องบินลงจอด และต้องมีการปรับปรุงรันเวย์ใหม่ ซึ่งทีมช่างเทคนิคจะทำรายงานในเรื่องนี้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี" โดยแจ้งให้ที่ประชุมข่าวทราบ กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์พิจารณาแล้วนำข่าวลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม 2548 ในวันที่ 8 สิงหาคม 2549 โจทก์แจ้งต่อที่ประชุมข่าวในวันนี้ว่า "แหล่งข่าวได้โทรศัพท์หาโจทก์แจ้งให้ทราบว่าแหล่งข่าวมีรายงานของผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกาซึ่งได้ไปตรวจสอบรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิอยู่โดยรายงานระบุว่ามีรอยร้าวบนรันเวย์แต่แหล่งข่าวไม่อาจให้โจทก์ดูหรืออ่านรายงานดังกล่าวให้ฟังได้เพราะต้องให้นายกรัฐมนตรีดูก่อน รอยร้าวที่ทางการพาผู้สื่อข่าวไปดูเมื่อวันอาทิตย์เป็นคนละจุดกับรอยร้าวที่แหล่งข่าวโจทก์แจ้งมา โจทก์ยืนยันต่อว่าแหล่งข่าวของโจทก์เชื่อถือได้และมั่นใจว่าข่าวดังกล่าวเป็นความจริง กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์พิจารณานำข่าวดังกล่าวลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2548 ภายหลังตีพิมพ์ข่าวจำเลยที่ 1 ตัดสินใจลงถอนข่าวในวันรุ่งขึ้น (10 สิงหาคม 2548) จำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานการพิมพ์มีคำสั่งให้ลงข่าวแก้ไขข้อเท็จจริงและถูกบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด ฟ้องคดีอาญา ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2548 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตามหนังสือเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายให้โจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้นำเสนอข่าวเข้าสู่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจให้มีการลงตีพิมพ์ข่าว การที่จะลงตีพิมพ์ข่าวในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์อยู่ในอำนาจของกองบรรณาธิการ แม้ข่าวที่โจทก์นำเสนอมีลักษณะเป็นการเตือนภัยสาธารณะให้สังคมได้รับทราบ แต่ข่าวที่โจทก์เสนอว่าพบรอยร้าวของรันเวย์บริเวณจุดที่ล้อเครื่องบินลงสัมผัสพื้นรันเวย์ในขณะลงจอด ต้องรื้อและสร้างรันเวย์ใหม่นั้น อาจสร้างความตื่นตระหนกต่อสาธารณชน และมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือตลอดจนชื่อเสียงของประเทศโดยส่วนรวมได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงสถานะของโจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าข่าวด้านความมั่นคง การเมือง และอาชญากรรม มีประสบการณ์ในการทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์มาเป็นเวลานานกว่า 22 ปี แต่การที่โจทก์ได้ข้อมูลในมิติด้านเดียวจากแหล่งข่าวเพียงแหล่งเดียว แล้วเสนอเข้าที่ประชุมข่าวในวันที่ 5 สิงหาคม 2548 นับได้ว่าการเสนอข่าวในคราวดังกล่าวเป็นการเสนอข่าวที่ยังไม่ครบถ้วนรอบด้าน แม้ภายหลังที่โจทก์เสนอข่าวเข้าที่ประชุมข่าวแล้ว โจทก์พยายามเสาะแสวงหาแหล่งข่าวแหล่งที่สองซึ่งก็ไม่ได้ข้อเท็จจริงอะไรเพิ่มเติม และเป็นการแสวงหาแหล่งข่าวแหล่งที่สองภายหลังจากที่มีการเสนอข่าวเข้าที่ประชุมข่าวแล้ว โดยเฉพาะภายหลังเสนอข่าวต่อที่ประชุมข่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง