ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 186/2541

หลักกฎหมาย

คำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาจะมีน้ำหนักน่ารับฟัง หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ต้องพิเคราะห์รายละเอียดเหตุผลแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อประกอบศาลจึงอาจหยิบยกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ปรากฏเกี่ยวข้องกับคำเบิกความของพยานนั้นในชั้นสอบสวนมาเปรียบเทียบได้หาได้ถูกจำกัดให้รับฟังได้แต่เฉพาะคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณา ในขณะเดียวกันคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนจะมีน้ำหนักน่ารับฟังมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ปรากฏ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยชิงทรัพย์ของนางหนูพริ้ง ศรสังข์ผู้เสียหาย โดยใช้ปืนพลาสติกทิ่มและตีที่บริเวณใบหน้าผู้เสียหายหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339ริบเศษปืนพลาสติกของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 39,400 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางหนูพริ้ง ศรสังข์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม จำคุก 15 ปี ริบของกลางและให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 39,400 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบของกลาง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมมีว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและเด็กชายกิตติศักดิ์ สังข์สกุล เบิกความเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ คำเบิกความของพยานโจทก์ข้างต้นจะมีน้ำหนักรับฟังเป็นความจริงหรือไม่มิได้อยู่ที่พยานโจทก์เบิกความระบุถึงตัวคนร้ายเพียงลำพังอย่างเดียวแล้วจะต้องเชื่อตามคำบอกเล่าของพยานโจทก์เสมอไปไม่ แต่จะต้องพิเคราะห์รายละเอียดเหตุผลแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นข้อประกอบดุลพินิจในการรับฟังคำพยานว่ามีน้ำหนักรับฟังได้มากน้อยอย่างใดด้วยศาลจึงอาจหยิบยกข้อเท็จจริงที่ปรากฏเกี่ยวข้องกันในชั้นสอบสวนมาเปรียบเทียบประกอบคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาได้คำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์จะมีน้ำหนักรับฟังได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ปรากฏ มิใช่จะต้องรับฟังแต่คำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาอย่างเดียวดังอ้างเท่านั้นเมื่อโจทก์ส่งอ้างบันทึกคำให้การพยานในชั้นสอบสวนต่อศาลบันทึกคำให้การพยานดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานที่จะต้องนำมาประกอบดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ด้วย ข้ออ้างว่าบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนจัดทำโดยลำพังพนักงานสอบสวนแต่ผู้เดียวและการใช้คำถาม ไม่เหมือนกัน จึงไม่อาจได้คำตอบตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทุกอย่าง และไม่อาจถือว่าข้อเท็จจริงใดที่ไม่มีในสำนวนการสอบสวนแล้วจะถือว่าไม่มีข้อเท็จจริงนั้นเกิดขึ้นไม่ได้นั้นขาดเหตุผล เพราะในพฤติการณ์อันเดียวกัน หากเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญแล้วย่อมจะต้องมีปรากฏระบุไว้ การละเลยข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญจึงเป็นข้อควรพิรุธเป็นอย่างยิ่ง และมีผลทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ในชั้นพิจารณามีน้ำหนักรับฟังได้น้อยลงหรือไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟัง โจทก์ร่วมเบิกความว่าขณะต่อสู้ขัดขืนคนร้ายได้ดึงหมวกไหมพรมที่คนร้ายใส่ปกปิดหน้าตาออกและเห็นหน้าคนร้ายคือ จำเลยซึ่งเป็นหลานของโจทก์ร่วม จำเลยสวมหมวกไหมพรมกลับคืนอย่างเก่า ระหว่างจำเลยหยิบทรัพย์สินในตู้เด็กชายกิตติศักดิ์ ลงมาจากชั้นบนของบ้านและร้องห้ามว่าน้ารุณ (ชื่อจำเลย) อย่า อย่า และ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในชั้นสอบสวนไม่ได้ให้การต่อตำรวจว่าเปิดหมวกไหมพรมเห็นหน้าจำเลยเพราะปวดหน้าอก พูดมากไม่ได้ และเบิกความว่าจำเสียงของจำเลยและท่าทางการเดินได้เด็กชายกิตติศักดิ์เบิกความว่า รู้สึกตัวตื่นเมื่อได้ยินเสียงคนต่อสู้กันและเสียงโจทก์ร่วมร้องขอความช่วยเหลือ จึงวิ่งลงบันไดมาชั้นล่างเห็นชายคนหนึ่งสวมหมวกไหมพรมกำลังจับคอโจทก์ร่วมและตีเข่าจนโจทก์ร่วมทรุดนั่งลงกับพื้น พยานจำลักษณะหลังค่อมและคิ้วได้ว่าเป็นจำเลยซึ่งรู้จักมาก่อน จึงร้องห้ามว่า น้ารุณ (จำเลย)อย่าทำ โจทก์ร่วม แล้วจำเลยคว้าถุงเงินในตู้วิ่งออกจากบ้านทางหน้าต่าง และเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่า จำเสียงและลักษณะของจำเลยได้ เห็นว่า คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่อ้างว่าได้เปิดหมวกไหมพรมคนร้ายออกและเห็นหน้าว่าคือจำเลย เป็นข้อความที่เป็นสาระสำคัญระบุยืนยันตัวคนร้ายว่าโจทก์ร่วมเห็นหน้าคนร้ายโดยวิธีใด อันแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วมจดจำคนร้ายได้ไม่ผิดคนโดยเหตุผลจึงควรที่โจทก์ร่วมจะต้องบอกเล่าให้พนักงานสอบสวนได้รับรู้ความจริงไว้โดยเฉพาะการสอบสวนดังกล่าวพนักงานสอบสวนได้จัดทำขึ้นทันทีภายหลังเกิดเหตุ โจทก์ร่วมยังไม่มีเวลาและโอกาสที่จะคิดแต่งเติมเสริมเหตุการณ์เป็นอย่างอื่นเพื่อให้เกิดผลร้ายแก่จำเลย ข้ออ้างว่าไม่ได้บอกเล่าเพราะเจ็บหน้าอกพูดมากไม่ได้ขาดเหตุผลที่จะรับฟัง ในเมื่อโจทก์ร่วมได้ให้ถ้อยคำบอกเล่าเหตุการณ์อื่น ๆ อย่างละเอียดมาโดยตลอดแล้ว โจทก์ร่วมยืนยันว่าจำเลยปิดหมวกไหมพรมคลุมหน้าอย่างเดิม แต่กลับเบิกความว่าเด็กชายกิตติศักดิ์ ร้องห้ามระบุชื่อจำเลยทันทีที่วิ่งลงมาจากชั้นบนของบ้านทั้งที่เด็กชายกิตติศักดิ์ไม่ได้มีโอกาสเห็นหน้าคนร้ายเพราะมีหมวกไหมพรมคลุมอยู่ดังกล่าว และเด็กชายกิตติศักดิ์ เพิ่งจะลงมาเห็นเหตุการณ์เพียงชั่วระยะเวลานิดเดียวคนร้ายก็หลบหนีไป คำเบ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 186/2541 · ทนอย Thanoy