คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564
ฎีกาที่ 1874/2564
หลักกฎหมาย
แม้การหลอกลวงของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไป แต่การดำเนินการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นแล้วด้วยการที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันแสดงโครงการออกโฆษณาต่อประชาชนอันเป็นความเท็จ ซึ่งเชื่อมโยงกับที่จำเลยทั้งสี่จะดำเนินการต่อไป กรณีถือว่าเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแล้ว ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดตั้งกองทุนออมทรัพย์ อ. โดยวิธีการฝากเงิน ซึ่งมี 3 ประเภท คือ ฝากเงินแบบขอรับเงินปันผลกำไร (มูฎอรอบะห์) ฝากเงินแบบรักษาทรัพย์ (วาดีอะห์) ไม่มีส่วนร่วมเงินปันผล ฝากเงินเพื่อฮัจญ์และอุมเราะห์ โดยกองทุนออมทรัพย์ อ. จะนำเงินของสมาชิกไปลงทุนทำธุรกิจตามโครงการที่โฆษณาไว้ แล้วจะแบ่งปันผลกำไรหรือผลตอบแทนให้แก่สมาชิกที่ฝากเงินลงทุนดังกล่าว ซึ่งการรับฝากเงินดังกล่าวเป็นการประกอบธุรกิจรับฝากเงินตามความหมายคำนิยามคำว่า ธุรกิจเงินทุน ของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 แล้ว เมื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบธุรกิจเงินทุน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งองค์ประกอบความผิดของมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มิได้บัญญัติไว้ว่าผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาทุจริต เพียงแต่บัญญัติห้ามผู้ใดนอกจากสถาบันการเงินใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงินว่า ธนาคาร เงินทุน การเงิน การลงทุน เครดิต ทรัสต์ ไฟแนนซ์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกันเท่านั้น เมื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. มิใช่สถาบันการเงิน และคำว่า กองทุนออมทรัพย์ เป็นคำอื่นที่มีความหมายเช่นเดียวกับธนาคาร เงินทุน การลงทุน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ชื่อกองทุนออมทรัพย์ อ. จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงิน
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 343ป.วิ.อ. 158พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 4พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 9พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 12พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 121พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 123
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มาตรา 4, 9, 12, 121, 123 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ถึงที่ 13 ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนท้ายฟ้อง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นาง ต. ผู้เสียหายที่ 1 นาย ห. ผู้เสียหายที่ 2 นาย น. ผู้เสียหายที่ 11 และนาย ว. ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน รัฐเป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต ต่อมานาย น. ถึงแก่ความตาย นาง ม. บุตรของนาย น. ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 343 วรรคแรก (เดิม)) พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 12 วรรคหนึ่ง, 121, 123 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 ปี ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 900,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 875,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 1,100,100 บาท โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 1,825,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 164,450 บาท ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 142,100 บาท ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 50,000 บาท ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 269,500 บาท ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 134,600 บาท ผู้เสียหายที่ 12 จำนวน 93,500 บาท และผู้เสียหายที่ 13 จำนวน 750,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า ฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้การหลอกลวงของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไป แต่การดำเนินการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นแล้วด้วยการที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันแสดงโครงการออกโฆษณาต่อประชาชนอันเป็นความเท็จ ซึ่งเชื่อมโยงกับที่จำเลยทั้งสี่จะดำเนินการต่อไป กรณีถือว่าเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแล้ว ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ชักชวนให้โจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 บางรายฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผลกับกองทุนออมทรัพย์ อ. และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผลกับกองทุนออมทรัพย์ อ. ก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นประธานที่ปรึกษากองทุนออมทรัพย์ อ. และชักชวนโจทก์ร่วมที่ 1 กับผู้เสียหายที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 10 ให้ฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผล ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการบริหารกองทุนออมทรัพย์ อ. และชักชวนโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 กับผู้เสียหายที่ 4 และที่ 5 ให้ฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผล แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชักชวนให้ประชาชนทั่วไปที่นับถือศาสนาอิสลามนำเงินมาร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผลกับกองทุนออมทรัพย์ อ. โดยวิธีการฝากเงินตั้งแต่ต้น ซึ่งการฝากเงินร่วมลงทุนเพื่อรับเงินปันผลดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องแจ้งให้ผู้นำเงินมาฝากรวมทั้งโจทก์ร่วมทั้งสี่กับผู้เสียหายที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 13 ทราบว่า โครงการที่กองทุนออมทรัพย์ อ. จะลงทุนมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง จำนวนเงินที่จะลงทุนแต่ละโครงการเป็นจำนวนเท่าใด ผลประกอบการที่จะเกิดขึ้นแต่ละโครงการเป็นอย่างไร และเงินปันผลที่กองทุนออมทรัพย์ อ. จะนำมาจ่ายให้แก่ผู้นำเงินมาฝากคิดคำนวณอย่างไร การที่จำเลยทั้งสี่แจ้งโครงการที่กองทุนออมทรัพย์ อ. จะลงทุนให้โจทก์ร่วมทั้งสี่และผู้เสียหายบางคนทราบ และพาโจทก์ร่วมทั้งสี่และผู้เสียหายบางคนไปดูโครงการฟาร์มเลี้ยงวัวเท่านั้น ซึ่งแม้โจทก์ร่วมทั้งสี่และผู้เสียหายบางคนจะได้ทราบถึงโครงการที่กองทุนออมทรัพย์ อ. จะลงทุน แต่จำเลยทั้งสี่ก็ไม่ได้แจ้งรายละเอียดการลงทุนแต่ละโครงการ จำนวนเงินที่ลงทุน ผลประกอบการที่จะได้รับจากการลงทุน ค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง