ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 1883/2551

หลักกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตา 653 วรรคหนึ่ง บังคับให้ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้ยืมจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้โดยไม่จำเป็นว่าหลักฐานเป็นหนังสือนั้นต้องระบุวันเดือนปีที่ทำสัญญา วันเดือนปีที่ครบกำหนดชำระและอัตราดอกเบี้ยไว้ ในวันทำสัญญากู้เงิน ย. ผู้เขียนสัญญาได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ตรงตามจำนวนที่โจทก์จำเลยตกลงกัน และจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ โจทก์จึงนำสัญญากู้เงินมาฟ้องร้องบังคับคดีได้ ส่วนการกรอกข้อความอื่นๆ แม้จะกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยหรือจะไม่ระบุไว้เลย ก็ไม่มีผลทำให้หลักฐานการฟ้องร้องที่สมบูรณ์อยู่แล้วและบังคับคับแก่จำเลยได้นั้นเสียไป สัญญากู้เงินจึงไม่ใช่เอกสารปลอม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2539 จำนวนกู้เงินโจทก์จำนวน 90,250 บาท และได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา จำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2540 เมื่อถึงกำหนดจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 123,530 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 90,250 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินโจทก์ตามฟ้อง แต่จำเลยรับว่าปี 2539 เคยยืมเงินโจทก์ 50,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน และจำเลยลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มสัญญากู้เงินซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความ ต่อมาปี 2541 จำเลยนำเงินจำนวน 20,000 บาท ไปชำระแก่โจทก์และโจทก์แจ้งว่าจำเลยต้องชำระหนี้จำนวน 100,000 บาทเศษ หักเงินจำนวน 20,000 บาท ออกแล้วคงค้างชำระจำนวน 90,000 บาทเศษ และได้มีการกรอกจำนวนเงิน 90,250 บาท ลงในแบบฟอร์มสัญญากู้เงินที่มีลายมือชื่อจำเลยโดยไม่ได้มีการกรอกข้อความอยางอื่นอีก การที่โจทก์นำสัญญากู้เงินมีการเติมข้อความลงโดยจำเลยมิได้ยินยอมด้วยมาฟ้องคดี จึงไม่มีผลผูกพันจำเลย เมื่อต้นปี 2542 จำเลยนำเงินจำนวน 6,000 บาท ไปชำระหนี้โจทก์ จึงเหลือหนี้ที่จะต้องรับผิดจำนวน 24,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 90,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2542) ต้องไม่เกิน 33,280 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ จึงเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวบังคับให้ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้ยืม จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้โดยมิได้บังคับว่าต้องระบุวันเดือนปีที่ทำสัญญา วันเดือนปีที่ครบกำหนดชำระและอัตราดอกเบี้ยไว้ เมื่อจำเลยเบิกความยอมรับว่า โจทก์จำเลยตกลงยอดหนี้ที่ต้องชำระเป็นเงิน 90,250 บาท แล้ว โจทก์จึงได้ตามนายยุรชัยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลโคกกกม่วง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งโจทก์เป็นลูกบ้านมาเขียนสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 อีกทั้งหลังทำสัญญาประมาณ 2 ถึง 3 เดือน จำเลยยังได้ขอยืมสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ไปถ่ายเอกสารเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอกู้ยืมเงินจากทางราชการ ปรากฏว่าเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งจำเลยอ้างว่าถ่ายสำเนาจากต้นฉบับเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความระบุชัดเจนถึงสถานที่ทำสัญญา เป็นบ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 3 ชื่อโจทก์และที่อยู่ของโจทก์ และข้อ 1 ของสัญญามีข้อความว่า ข้าพเจ้านายสมหมายได้กู้เงินจากนางทองสาเป็นจำนวนเงิน 90,250 บาท และจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องเจ้าของเงิน (ผู้ให้กู้) นายหาญ นายซุ้นลงลายมือชื่อในช่องพยาน และนายยุรชัยลงลายมือชื่อในช่องผู้เขียนและพยาน ซึ่งจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าลายมือชื่อของบุคคลที่ลงในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ถูกต้อง แสดงว่าในวันทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 นายยุรชัยได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ 90,250 บาท ตรงตามจำนวนที่โจทก์จำเลยตกลงกัน และจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ โจทก์จึงย่อมนำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 มาฟ้องร้องบังคับคดีได้ ส่วนการกรอกข้อความอื่นๆ ดังที่จำเลยอ้างแม้จะกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยหรือจะไม่ระบุไว้เลยก็ตาม ก็หามีผลทำให้หลักฐานการฟ้องร้องที่สมบูรณ์อยู่แล้วและบังคับแก่จำเลยได้นั้นเสียไปไม่ สัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 จึงไม่ใช่เอกสารปลอม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยนำสืบว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์เพียง 48,000 บาท แต่โจทก์คิดดอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1883/2551 · ทนอย Thanoy