คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 1892/2552
หลักกฎหมาย
จำเลยเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลฯ มาตรา 43 ซึ่งความประสงค์ของจำเลยย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง จำเลยออกประกาศสอบราคาซื้อรถยนต์ ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 โจทก์ยื่นคำเสนอราคารถยนต์เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2544 และทำสัญญาซื้อขายรถยนต์กับ ส. ประธานกรรมการบริหารของจำเลย เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์ จำเลย กับ ส. ตัวแทนของจำเลยต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 การออกประกาศซื้อรถยนต์ของจำเลยซึ่งเป็นตัวการโดย ส. ซึ่งเป็นตัวแทน เป็นเรื่องที่อยู่ในขอบอำนาจที่ตัวแทนทำได้ แต่เมื่อมีมติที่ประชุมจำเลยยกเลิกความต้องการดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2544 ย่อมเป็นเรื่องที่ตัวแทนทำการอันเกินอำนาจตัวแทน กรณีจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 822 ซึ่งสัญญาซื้อขายดังกล่าวจะใช้บังคับระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกับจำเลยซึ่งเป็นตัวการได้หรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับว่าในทางปฏิบัติของจำเลยทำให้โจทก์มีมูลเหตุอันสมควรจะเชื่อว่าการซื้อขายรถยนต์คันพิพาทอยู่ในขอบอำนาจของ ส. ตัวแทนของจำเลยหรือไม่ ขณะต้องการซื้อรถยนต์ได้มีประกาศของจำเลยให้บุคคลภายนอกทั่วไปทราบแล้ว การจะให้บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องทราบมติยกเลิกความต้องการดังกล่าวย่อมสมควรทำโดยประกาศหรือวิธีการอื่นใดในลักษณะเดียวกัน แต่จำเลยไม่เคยแจ้งมติยกเลิกการสอบราคาไปยังโจทก์ และไม่ปรากฏว่าได้มีการประกาศมติดังกล่าวให้บุคคลภายนอกทราบ การมีมติดังกล่าวมีลักษณะเป็นการภายในอันไม่สามารถถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกควรรู้ และแม้ว่า ส. จะลงชื่อในสัญญาซื้อขายโดยมิได้กำกับไว้ว่าทำการแทนจำเลย แต่ในตอนเริ่มต้นของสัญญาก็ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าเป็นการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยสัญญาซื้อขายจึงมีผลสมบูรณ์ผูกพันระหว่างโจทก์จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 822 ประกอบมาตรา 820 การที่ ส. มิได้นำรถยนต์คันพิพาทไปขึ้นทะเบียนครุภัณฑ์ของทางราชการและนำรถยนต์ไปใช้ส่วนตัว เป็นเรื่องการภายในของจำเลยที่ต้องไปว่ากล่าวกันเอง หามีผลทำให้ความรับผิดที่มีต่อโจทก์เปลี่ยนแปลงไปไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 533,797 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 490,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระราคารถพิพาทจำนวน 490,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระราคาเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (29 พฤศจิกายน 2545) ต้องไม่เกิน 43,797 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์ 750 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่าขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 43 องค์การบริหารส่วนตำบลประกอบด้วยสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและคณะกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลตาม มาตรา 44 ตามมาตรา 59 (1) คณะกรรมการบริหารมีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามมติ ข้อบังคับและแผนพัฒนาตำบลและรับผิดชอบการบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และมาตรา 60 กำหนดให้ประธานกรรมการบริหารเป็นผู้แทนขององค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยมีว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ เป็นประธานกรรมการบริหารตามคำสั่งแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 จำเลยออกประกาศตามเอกสารหมาย จ.4 มีความประสงค์จะสอบราคาซื้อรถยนต์ 1 คัน ให้ผู้สนใจยื่นซองสอบราคาได้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2544 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2544 วันที่ 8 สิงหาคม 2544 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยมีการประชุมสมัยวิสามัญสมัยที่ 3/2544 และมีมติให้ยกเลิกการซื้อรถยนต์ที่จำเลยได้ออกประกาศไว้ตามรายงานการประชุม (ท้ายคำให้การ) วันที่ 17 สิงหาคม 2544 จำเลยโดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทกับโจทก์ตามสัญญาซื้อขาย วันที่ 20 สิงหาคม 2544 โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทโดยมีว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์เป็นผู้รับมอบไว้ตามใบสำคัญรับรถ จำเลยมิได้ชำระราคารถยนต์คันพิพาทจำนวน 490,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลย วันที่ 5 กรกฎาคม 2545 มีผู้นำรถยนต์คันพิพาทมารับการตรวจซ่อมที่บริษัทโจทก์แล้วมิได้มารับรถยนต์คันดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระราคารถยนต์คันพิพาทแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง ความประสงค์ย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของจำเลย ซึ่งขณะเกิดเหตุได้แก่ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ประธานกรรมการบริหารจำเลยโดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ออกประกาศตามเอกสารหมาย จ.4 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 แสดงความประสงค์จะซื้อรถยนต์ 1 คัน ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ โดยให้ยื่นซองเสนอราคาได้จนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2544 แต่วันที่ 8 สิงหาคม 2544 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยได้มีการประชุมและมีมติยกเลิกความต้องการซื้อรถยนต์ดังกล่าว โจทก์ยื่นคำเสนอราคารถยนต์คันพิพาทวันที่ 9 สิงหาคม 2544 และทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันดังกล่าวกับว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2544 จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า สัญญาดังกล่าวผูกพันจำเลยหรือไม่ ซึ่งมีข้อที่จะต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยเป็นประการสำคัญคือ มติที่ประชุมของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2544 ที่ให้ยกเลิกความต้องการซื้อรถยนต์มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 59 (1) บัญญัติให้คณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามมติ ข้อบังคับและรับผิดชอบต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์จึงต้องผูกพันตามมตินี้ แต่โจทก์เป็นบุคคลภายนอก ความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์ จำเลย กับว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ในฐานะตัวแทนของจำเลยย่อมต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 การออกประกาศซื้อรถยนต์ของจำเลยซึ่งเป็นตัวการโดยว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ซึ่งเป็นตัวแทนตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นเรื่องที่อยู่ภายในขอบอำนาจที่ตัวแทนทำได้แต่เมื่อมีมติที่ประชุมของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยยกเลิกความต้องการดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2544 การที่ว่าที่ร้อยตรีสมพงษ์ยังเข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทกับโจทก์ต่อมาในวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ย่อมเป็นเรื่องที่ตั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง