คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2536
ฎีกาที่ 1894/2536
หลักกฎหมาย
โจทก์ได้อ้างเหตุในฟ้องไว้แล้วว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดหางานได้ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2525 ก่อนหน้านั้นโจทก์ไม่มีรายได้หรือรายรับจากการประกอบธุรกิจดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยไว้ ดังนั้น เมื่อคดีฟังได้ว่าการประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลจึงต้องเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวตามฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด หาจำต้องไปวินิจฉัยว่าส่วนใดถูกต้องส่วนใดไม่ถูกต้องเป็นจำนวนเท่าใดไม่ ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีจะตกอยู่แต่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี คดีนี้เมื่อศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีอากรของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการคนหนึ่งแล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ได้โดยไม่จำต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายและปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ต่อจำเลยที่ 1 หรือไม่เพราะเป็นความสัมพันธ์ภายในระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลาง ดังกล่าว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1038/2/01074 และ1038/2/01075 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2529 และให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้า ตามแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าที่ 1038/3/05204 และ1038/3/05205 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2529 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 756 ก./2532/2, 756 ข./2532/2,757 ก./2532/2 และ 757 ข./2532/2 ให้ลดหรืองดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1038/2/01075ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2529 เพิกถอนการประเมินการค้าตามแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าที่ 1038/3/05204 และ 1038/3/05205ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2529 และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 756 ข./2532/2, 757 ก./2532/2 และ757 ข./2532/2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า สำหรับปัญหาเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2524 โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบธุรกิจการค้าประเภทตัวแทนนายหน้าเริ่มดำเนินกิจการ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2524และได้รับอนุญาตจัดหางานจากอธิบดีกรมแรงงาน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม2525 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตรวจสอบพบว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2524 และ 2525 โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล คงยื่นแต่แบบรายการเพื่อเสียภาษีการค้าไว้ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2527 เจ้าพนักงานประเมินจึงออกหมายเรียกนายบุญส่ง สาระพันธุ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์พร้อมกับให้นำหลักฐานทางบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไปทำการตรวจสอบไต่สวน ผลการตรวจสอบเจ้าพนักงานประเมินไม่เชื่อว่าโจทก์จะเรียกเก็บค่าบริการตามที่โจทก์ให้การ แต่เชื่อจากหลักฐานตามที่เจ้าหน้าที่กองสืบสวนและประมวลหลักฐานสืบทราบมาว่า โจทก์มีรายรับเป็นค่านายหน้าหรือค่าบริการจากคนงานที่สมัครงานแต่ละราย รายละ32,000 บาท แล้วนำมาเป็นหลักฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าของจำเลยพร้อมกับแจ้งให้โจทก์รับทราบผลการตรวจสอบภาษีของจำเลยเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2529 แต่โจทก์ไม่ยอมรับผลการตรวจสอบดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2529 เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2524 จำนวน 450 บาท ปี 2525 จำนวน1,126,341 บาท กับให้โจทก์ชำระภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีเทศบาลสำหรับเดือนมีนาคม พฤษภาคม - ธันวาคม 2525จำนวน 2,234,705 บาท และเดือนมกราคม - มิถุนายน 2526 จำนวน6,107,934 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2524 ปรับปรุงการคำนวณกำไรสุทธิและภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2525ให้ใหม่คงเรียกเก็บจำนวน 1,092,749.37 บาท กับปรับปรุงการคำนวณรายรับและภาษีการค้าในเดือนมีนาคม พฤษภาคม - ธันวาคม 2525 และเดือนมกราคม - มิถุนายน 2526 คงเรียกเก็บจำนวน 2,167,003.83 บาทและจำนวน 3,837,780 บาท ตามลำดับ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 29-32 โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงฟ้องเป็นคดีนี้ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2525 และ 2526 ชอบหรือไม่ เห็นว่าขณะที่โจทก์ถูกประเมินเรียกเก็บภาษีอากรนั้น โจทก์ประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนจัดส่งคนงานออกไปทำงานในต่างประเทศ กิจการของโจทก์ดังกล่าวนี้ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511มาตรา 15 บัญญัติว่าห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตจัดหางานเรียกหรือรับค่าบริการอย่างอื่น นอกจากเงินซึ่งต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดโดยกฎกระทรวง และตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511กำหนดว่า ผู้รับอนุญาตจัดหางานจะเรียกหรือรับเงินค่าบริการจากลูกจ้างหรือนายจ้างหรือจากทั้งสองฝ่ายได้ เมื่อรวมแล้วจะต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 25 ของจำนวนค่าจ้างที่ลูกจ้างจะได้รับจากนายจ้างเป็นรายเดือนหรือในระยะเวลาสามสิบวันแรกที่ลูกจ้างเข้าทำงาน เมื่อโจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามกฎหมายโดยได้รับค่าจ้างจากการจัดหางานให้คนหางานไม่เกินกว่าที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้ ทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง