ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 18945/2555

หลักกฎหมาย

โจทก์เป็นลูกจ้างของธนาคาร ศ. และเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าถือหุ้นในธนาคาร ศ. เกินร้อยละ 50 ธนาคาร ศ. ผู้เป็นนายจ้างมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2541 และไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 4 (6) โจทก์จึงสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนโดยผลของกฎหมายที่มีสาเหตุจากการใช้อำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 1 เมษายน 2545 ธนาคาร ศ. โอนกิจการให้ธนาคาร น. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและรับโอนโจทก์เข้าเป็นลูกจ้างของธนาคาร น. ด้วย วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินลดการถือครองหุ้นในธนาคาร น. ลงต่ำกว่าร้อยละ 50 ทำให้สถานะของธนาคาร น. กลับคืนสู่การเป็นบริษัทอีกครั้ง ธนาคาร น. ผู้เป็นนายจ้างจึงหักค่าจ้างของโจทก์นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โจทก์กลับเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 อีกครั้ง การที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนเพราะนายจ้างเปลี่ยนสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจในครั้งแรก และโจทก์กลับเป็นผู้ประกันตนอีกครั้งเพราะนายจ้างพ้นสถานะการเป็นรัฐวิสาหกิจในครั้งหลังล้วนเป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น โจทก์ไม่มีส่วนกระทำหรือมีพฤติการณ์ใดที่ต้องร่วมรับผิดชอบ โจทก์ยังคงมีสภาพเป็นลูกจ้างของธนาคารผู้เป็นนายจ้างตลอดมาไม่ขาดตอน ต้องถือว่าการเป็นผู้ประกันตนทั้งสองช่วงของโจทก์เป็นการประกันตนตามมาตรา 33 คราวเดียวกัน โดยให้นับระยะเวลาการประกันตนทั้งสองช่วงต่อเนื่องกันตามมาตรา 42 โจทก์เจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 อยู่ในระหว่างระยะเวลาการเป็นผู้ประกันที่ให้นับต่อเนื่องกันนั้น โจทก์จึงมีสิทธิขอรับการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 ที่ รง 0621/79835 ลงวันที่ 8 กันยายน 2548 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1791/2548 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 และให้โจทก์มีสิทธิรับประโยชน์ค่าบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไป จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2523 โจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท วันที่ 1 มีนาคม 2534 โจทก์ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2541 ธนาคารศรีนคร จำกัด เปลี่ยนสถานะจากบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจ วันที่ 1 เมษายน 2545 ธนาคารศรีนคร จำกัด โอนกิจการให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยโอนโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานด้วยและให้นับอายุงานต่อเนื่อง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัท โจทก์จึงกลับเป็นผู้ประกันตน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2545 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 โจทก์ทำงานพิเศษเป็นลูกจ้างของบริษัทอุตสาหกรรมแหลมทองการแพทย์ จำกัด โจทก์มีข้อบ่งชี้ว่าเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมาก่อนได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 และโจทก์ได้ยื่นคำขอรับค่าบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2545 และวันที่ 23 มิถุนายน 2548 โจทก์ยื่นคำขอรับค่าบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 มีคำสั่งที่ รง 0621/79835 ลงวันที่ 8 กันยายน 2548 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิรับประโยชน์ค่าบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 1791/2548 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แม้จะกลับมาเป็นผู้ประกันตนอีกภายหลังเมื่อครั้งเป็นลูกจ้างของบริษัทอุตสาหกรรมแหลมทองการแพทย์ จำกัด ช่วงระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2545 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 และเมื่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ถึงปัจจุบัน สำหรับการนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อจะก่อให้เกิดสิทธิรับประโยชน์ทดแทนกรณีขอรับบริการทางการแพทย์โดยการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมไม่อาจนำมาใช้แก่กรณีของโจทก์ได้ กรณีของโจทก์ต้องอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 63 ประกอบประกาศคณะกรรมการการแพทย์ เมื่อโจทก์เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 ก่อนการเป็นผู้ประกันตนครั้งที่สองในคราวที่ยื่นขอใช้สิทธิบำบัดทดแทนไต จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่จะได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุเพิกถอนหรือไม่ โดยอุทธรณ์ของโจทก์มีรายละเอียดสรุปได้ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ปฏิเสธสิทธิของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 ด้วยผลของกฎหมายจากเหตุการเปลี่ยนสถานะของนายจ้างจากบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจ แม้จะทำให้โจทก์กลายสถานะจากลูกจ้างของบริษัทเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจ แต่โจทก์ไม่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของธนาคารผู้เป็นนายจ้างต่อเนื่องตลอดมา โดยที่ไม่เคยลาออกและถูกเลิกจ้าง จะถือว่าการเป็นผู้ประกันตนของโจทก์เป็นสองช่วงสองคราวไม่ได้ โจทก์ไม่มีพฤติการณ์สมรู้กับนายจ้างถือเอาประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม เห็นว่า โจทก์เป็นพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด ต่อมาธนาคารดังกล่าวเปลี่ยนสถานะจากบริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจ หลังจากนั้นโอนกิจการให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ภายหลังธนาคารผู้เป็นนายจ้างเปลี่ยนกลับคืนสู่สถานะบริษัทอีกครั้ง ระหว่างระยะเวลาของการเป็นผู้ประกันตนทั้งสองช่วงโจทก์ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย สาเหตุที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ มีคำสั่งให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าไปถือหุ้นในนามของทางราชการเกินกว่าร้อยละห้าสิบในหุ้นของธนาคารศรีนคร จำกัด ผู้เป็นนายจ้าง ผลคือสถานะของธนาคารดังก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18945/2555 · ทนอย Thanoy