ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556

ฎีกาที่ 18978/2556

หลักกฎหมาย

ข้อตกลงเรื่องอนุญาโตตุลาการและในสัญญาระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความตกลงนี้ และไม่อาจหาข้อยุติได้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการ เป็นข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้กับคู่สัญญา ได้แก่ โจทก์กับบริษัท อ. เท่านั้น ไม่มีผลใช้บังคับกับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัท อ. ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารและประทับตราสำคัญของบริษัท อ.ทุกครั้ง ในส่วนที่เกี่ยวกับแผนการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ก็กระทำในนามของบริษัท และบริษัทปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นโดยมีการส่งหนังสือยืนยันยอดหนี้และชำระหนี้ให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บริษัท อ. ให้การรับรองในการกระทำของจำเลยที่ 1 ถือเป็นการมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ติดต่อและเจรจาทำความตกลงกับโจทก์แทนบริษัท การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัทและกระทำไปภายในขอบอำนาจของตัวแทน หนังสือค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองทำไว้แก่โจทก์เพื่อค้ำประกันการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัท อ. ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขาย มีเพียงลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันเท่านั้น ไม่มีลายมือชื่อของโจทก์อยู่ด้วย หนังสือค้ำประกันดังกล่าว จึงเป็นเพียงหลักฐานในการค้ำประกันเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคสอง เท่านั้น ไม่ใช่หนังสือค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่ตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 104 ลักษณะ 7 ใช้เป็นพยานหลักฐานได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,849,152.93 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี จากต้นเงิน 6,530,820.07 ดอลลาร์สหรัฐ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,911,986.28 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2547) ให้ไม่เกิน 411,986.28 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้หากจำเลยทั้งสองชำระเป็นสกุลเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อัตราขาย) ณ วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,849,152.93 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8 ต่อปี จากต้นเงิน 6,530,820.07 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 411,986.28 ดอลลาร์สหรัฐ หากชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อัตราขาย) ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า เดิมจำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด โจทก์ทำความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขายเลขที่ แอลพีเอ็น - คอริมปิค 01/2000 กำหนดให้โจทก์ส่งสินค้าเป็นเหล็กแผ่นมีราคา และคุณภาพ ตามที่กำหนดในสัญญามีการสั่งซื้อหลายครั้ง ในการสั่งซื้อแต่ละครั้งจะมีการยืนยันคำสั่งซื้อทุกครั้ง โดยอ้างถึงข้อตกลงเดิมสัญญาที่นำมาฟ้องคดีได้แก่ สัญญาเลขที่ 209043, 209045 และ 209050 ภายหลังรับสินค้าเหล็กแผ่นแล้ว บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ชำระค่าสินค้าให้โจทก์เพียงบางส่วน ต่อมามีการทำความตกลงร่วมกันเพื่อยืนยันถึงจำนวนเงินที่ถึงกำหนดและค้างชำระอยู่ ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2544 บริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด รับว่ามีหนี้คงค้างชำระโจทก์ 5,743,340.23 ดอลลาร์สหรัฐ มีข้อตกลงแบ่งชำระหนี้เป็นงวด และบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เป็นเงิน 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2544 กำหนดชำระเงินวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 มีจำเลยทั้งสองเป็นผู้ค้ำประกัน ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2545 รับว่ามีหนี้คงค้างชำระโจทก์จำนวน 5,583,340.23 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่รวมดอกเบี้ยในอัตราเดิม ต่อมาบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด มีหนังสือยืนยันยอดหนี้ถึงโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่ 5,323,340.23 ดอลลาร์สหรัฐ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เพราะคู่ความในคดีนี้ต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการตามสัญญาหรือไม่ นั้น ตามหนังสือความตกลงทั่วไปว่าด้วยการซื้อขาย เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์ ในฐานะผู้ขาย กับบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด ในฐานะผู้ซื้อ โดยสัญญาดังกล่าวมีข้อตกลงในเรื่องอนุญาโตตุลาการและกฎหมายที่ใช้บังคับในข้อ H ระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความตกลงนี้และไม่อาจหาข้อยุติได้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการ ณ สำนักงานศาล กระทรวงยุติธรรม ประเทศไทย คำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้ถือเป็นที่สุดและมีผลผูกพันคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย เห็นว่า ข้อตกลงในเรื่องอนุญาโตตุลาการในสัญญาดังกล่าว เป็นข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้กับคู่สัญญา ได้แก่ โจทก์และบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด เท่านั้น ไม่มีผลใช้บังคับกับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัทแอลพีเอ็น เหล็กแผ่น จำกัด หรือไม่ ทางนำสืบของโจทก์ได้คว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18978/2556 · ทนอย Thanoy