คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 19/2541
หลักกฎหมาย
แม้ขณะจำเลยทำสัญญาขายไม้ไข่เขียวให้แก่โจทก์ร่วมจำเลยจะไม่ใช่ผู้รับสัมปทานทำไม้ในอ่างเก็บน้ำป่าพยอมโดยตรงตามที่อ้างต่อโจทก์ร่วมก็ตาม แต่จำเลยก็ได้เข้าทำไม้และทำสัญญาซื้อไม่ไข่เขียวจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ไว้พอที่จะขายให้แก่โจทก์ร่วมตามจำนวนที่โจทก์ร่วมตกลงซื้อไว้แล้ว ดังนั้น การที่จำเลยตกลงทำสัญญาขายไม้ไข่เขียวให้โจทก์ร่วม รับเงินค่าไม้ไปจากโจทก์ร่วมและส่งไม้ให้โจทก์ร่วมเพียง 2 ครั้ง ไม่ครบถ้วนตามสัญญาจึงเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง มิใช่เป็นการทุจริตหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ร่วมอันจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 365,400 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฎิเสธ ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น นายไล่ กาญจนไพโรจน์ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการเขต 9 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2535 จำเลยตกลงขายไม้ไข่เขียวปริมาณ 600 ลูกบาศก์ฟุต ราคารวม 365,400 บาท ให้แก่นายไล่ กาญจนไพโรจน์ โจทก์ร่วม จำเลยขอเบิกเงินค่าไม้ล่วงหน้าเพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าภาคหลวง และจำเลยตกลงว่าจะส่งไม้ไข่เขียวจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมในภายหลัง ในวันนั้นเองจำเลยได้รับเช็คของนางสาวกาญจนา สุนทรัตน์ จำนวนเงิน 350,000 บาทจากโจทก์ร่วม เพื่อเป็นการชำระค่าไม้และเช็คฉบับดังกล่าวเรียกเก็บเงินได้ จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์ร่วมกับนางสาวกาญจนา และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คของธนาคารมหานคร จำกัด สาขาหาดใหญ่ ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2535สั่งจ่ายเงินจำนวน 350,000 บาท 1 ฉบับ ให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อค้ำประกันการที่จำเลยเบิกเงินล่วงหน้าค่าไม้จากโจทก์ร่วม ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า ขณะที่จำเลยทำสัญญาจะขายไม้แก่โจทก์ร่วมก็ดี ภายหลังทำสัญญาแล้วก็ดี จำเลยไม่มีไม้ที่จะส่งให้แก่โจทก์ร่วม การที่จำเลยนำภาพถ่ายไม้ซุงมาให้พยานโจทก์ดู อ้างว่าจำเลยได้รับสัมปทานพร้อมที่จะมีไม้ส่งให้แก่โจทก์ร่วมนั้น เป็นการหลอกลวงแต่แรก เพราะจำเลยไม่สามารถส่งไม้ให้แก่โจทก์ร่วมได้ ที่จำเลยส่งไม้ให้แก่โจทก์ร่วมคิดเป็นเงินเพียง 50,000 บาทเศษ นั้น จำเลยกระทำพอเป็นพิธีเพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมเท่านั้น คดีนี้โจทก์มีตัวโจทก์ร่วมมาเบิกความยืนยันว่าเมื่อประมาณปี 2535 โจทก์ร่วมได้ทำสัญญารับจ้างก่อสร้างอาคารเรียน1 หลัง ให้แก่โรงเรียนแห่งหนึ่ง มีนางสาวกาญจนา สุนทรัตน์เป็นเจ้าของ และมีนายสุทัศน์ สุนทรัตน์ เป็นผู้อำนวยการในการก่อสร้างอาคารเรียนดังกล่าวโจทก์ร่วมต้องการใช้ไม้ไข่เขียวเป็นไม้แบบนั่งร้าน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2535 โจทก์ร่วมพบจำเลย นายสุทัศน์ นางสาวกาญจนา และนายประยูร ล่อใจ ที่บ้านนายสุทัศน์ จำเลยอ้างว่าได้รับสัมปทานทำไม้ที่จังหวัดพัทลุงสามารถขายไม้ประมาณ 600 ลูกบาศก์ฟุต ให้แก่โจทก์ร่วมได้ โจทก์ร่วมตกลงจะซื้อไม้ไข่เขียวจากจำเลยในราคา 365,400 บาท จำเลยว่าต้องการรับเงินจากโจทก์ร่วมก่อนเพื่อนำเงินไปชำระค่าภาคหลวงในการทำไม้สัมปทาน โจทก์ร่วมจึงขอกู้เงินจากนางสาวกาญจนา และนางสาวกาญจนาสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 350,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมได้มอบเช็คฉบับดังกล่าวให้จำเลยและจำเลยได้ออกเช็คของจำเลย 1 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.2 สั่งจ่ายเงิน 350,000 บาทมอบให้แก่โจทก์ร่วมไว้ หากจำเลยไม่สามารถส่งไม้ให้แก่โจทก์ร่วมได้ก็ให้โจทก์ร่วมนำเช็คฉบับดังกล่าวไปขึ้นเงินได้ ต่อมาจำเลยส่งไม้ไข่เขียวให้โจทก์ร่วมเพียง 2 ครั้ง คิดเป็นเงินประมาณ50,000 บาท ส่วนไม้ที่เหลือจำเลยไม่ยอมส่งให้โจทก์ร่วม และโจทก์มีนายสุทัศน์ สุนทรัตน์ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าจำเลยนำภาพไม้ซุงที่จำเลยอ้างว่าได้รับสัมปทานมาให้พยานและนายประยูรดูจำเลยอ้างว่าได้ถ่ายมาจากป่าไม้ที่จำเลยรับสัมปทาน ภายหลังที่จำเลยขายไม้ไข่เขียวให้แก่โจทก์ร่วมแล้วพยานและนายประยูรได้เดินทางไปดูไม้ที่จำเลยรับสัมปทาน ไม่พบจำเลย ส่วนนายประยูร ล่อใจ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าภายหลังที่จำเลยทำสัญญาขายไม้ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว พยานนายสุทัศน์และพวกไปดูไม้ที่จำเลยได้รับสัมปทานที่ป่าพยอมพบมีไม้กองอยู่และได้ไปที่โรงเลื่อยที่อำเภอชะอวด แต่ไม่พบจำเลย ได้ความจากโรงเลื่อยดังกล่าวว่าจำเลยเคยมาติดต่อให้เลื่อยไม้และไม้ของจำเลยมีเพียงประมาณ 10 ท่อน และมีขนาดเล็กฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความต่อสู้ว่า เกี่ยวกับการทำไม้ที่อ่างเก็บน้ำป่าพยอมในครั้งแรก องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้จ้างนายเอียงคิ้ม แซ่เฮ้ง นายประพันธ์ ชุมศรี และนายเสริม สิทธิการเป็นผู้รับจ้างทำไม้ ภายหลังบุคคลทั้งสามทิ้งงาน จึงมอบอำนาจให้จำเลยทำไม้แทน ตามใบเสร็จรับเงินและหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.3 ถึง ล.5 จำเลยตรวจสอบทะเบียนไม้ทราบว่ามีไม้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้และมีไม้ไข่เขียวรวมอยู่ 133 ต้น คิดปริมาตร91.36 ลูกบาศก์เมตร สามารถแปรรูปได้ไม้ประมาณ 3,000 ลูกบาศก์ฟุตเมื่อจำเลยมั่นใจว่ามีไม้อยู่ในความดูแลจึงเสนอขายไม้ให้แก่โจทก์ร่วมเป็นไม้ไข่เขียว ขายลักษณะไม้แปรรูป จำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง