ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 1909/2540

หลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์อันเป็นอุปกรณ์ของโรงแยกก๊าซจำนวน 3 กลุ่ม รวม 499 รายการตามรายการละเอียดแนบท้ายสัญญา รวมราคาทั้งสิ้น 3,788,109 บาทตามสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารท้ายฟ้อง จำเลยส่งมอบผลิตภัณฑ์ไม่ครบถ้วนขาดส่งจำนวน 160 รายการ คิดเป็นเงิน 1,122,478 บาทตามสำเนาบันทึกข้อความการตรวจรับพัสดุเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์ได้จัดให้มีการประกวดราคาซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวน 160 รายการอันเป็นผลิตภัณฑ์ ชนิด คุณสมบัติลักษณะเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่จำเลยมิได้ส่งมอบ และโจทก์ได้ตกลงจัดซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ชนะการประกวดราคา ตามสำเนาสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ไฟฟ้าเอกสารท้ายฟ้องรวม 119 รายการ เป็นเงิน 8,824,320 บาท และมีคำขอบังคับ เอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องซึ่งปรากฏรายละเอียดแห่งสินค้ามาด้วย จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมไม่จำต้องบรรยายว่าสินค้าที่โจทก์ซื้อมาใหม่เป็นสินค้าอะไรบ้าง และเป็นสินค้าชนิดและประเภทเดียวกับที่ระบุไว้ในสัญญาหรือไม่ เหตุสุดวิสัยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 หมายถึง เหตุใด ๆอันจะเกิดขึ้นหรือจะให้ผลพิบัติไม่มีใครอาจป้องกันได้ แต่การ ทำสัญญาขายสินค้าที่มีการแจ้งความประกวดราคา เป็นหน้าที่ ของผู้เสนอราคาโดยตรงที่จะต้องระวังรักษาผลประโยชน์ของตน โดยจะต้องพิจารณาด้วยตนเองว่าสินค้าตามใบแจ้งความประกวดราคา นั้นตนเองสามารถจะจัดหามาและสู้ราคาได้หรือไม่ เมื่อจำเลย ผู้เสนอราคาได้พิจารณารายละเอียดของสินค้าตามที่โจทก์แจ้งความประกวดราคามานั้นว่าสามารถที่จะจัดหามาได้ และเมื่อโจทก์สนองรับซื้อแล้วซึ่งเป็นเวลาก่อนโจทก์และจำเลยจะทำ สัญญากัน จำเลยก็ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ครั้งแรกจำนวน 322 รายการ แล้วต่อมาจำเลยยังลงลายมือชื่อในสัญญาตาม สัญญาซื้อขาย ซึ่งมีรายละเอียดของสินค้าระบุไว้ชัดเจนและ เป็นเวลาภายหลังจำเลยส่งสินค้าครั้งแรกถึง 4 เดือนเศษจึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะอ้างว่าไม่สามารถส่งสินค้าด้วยเหตุสุดวิสัยหรือสำคัญผิดในคุณสมบัติของสินค้า แม้โจทก์จะทำสัญญากับจำเลยล่าช้า แต่เมื่อจำเลยยอมลงลายมือชื่อในสัญญาอันเป็นการรับรองว่าสัญญาถูกต้อง จำเลยย่อมไม่อาจยกข้อบกพร่องของสัญญาขึ้นมาอ้างต่อไปอีกได้ และแม้โจทก์จะยอม รับสินค้าที่จำเลยส่งมา 2 ครั้งบางรายการ โดยส่งมาก่อน และหลังทำสัญญาก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์แสดงเจตนาว่าสินค้าที่ จำเลยยังไม่ส่งมาเกิดจากข้อบกพร่องของสัญญา ทั้งไม่ปรากฏว่า โจทก์ยอมรับว่าสินค้าที่จำเลยยังมิได้ส่งมาเกิดจากเหตุ สุดวิสัย ดังนี้ สัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัย ตามหนังสือขอให้ยกเลิกสัญญาบางส่วนและขอให้ชำระหนี้ที่จำเลยมีถึงโจทก์ มีใจความว่า ขอให้โจทก์ยกเลิกสัญญาบางรายการที่ไม่อาจจัดส่งให้ได้อันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัยแต่เมื่อตามสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน ไม่ปรากฏข้อความให้จำเลยมีสิทธิยกเลิกสัญญาด้วยเหตุเช่นนั้น เมื่อสัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยและโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาดังนี้ จำเลยจะบอกเลิกสัญญาด้วยเหตุที่จำเลยยกขึ้นมาเองโดยโจทก์ไม่ยินยอมด้วยหาได้ไม่ เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจึงจะนับเวลาที่โจทก์ต้องจัดซื้อสินค้าที่จำเลยขาดส่งภายใน 6 เดือนตามสัญญา นับแต่จำเลยบอกเลิกสัญญาหาได้ไม่ และเมื่อจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งสินค้าให้โจทก์และโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว โจทก์ก็ได้ดำเนินการประกวดราคาจัดซื้อสินค้าที่จำเลยผิดนัดไม่ได้ส่งซึ่งไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 8 จำเลยจึงต้องรับผิดตามสัญญาข้อดังกล่าว ที่ตกลงกันว่าหากจำเลยส่งสินค้าไม่ครบทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์มีสิทธิริบหลักประกันกับเรียกค่าเสียหายในส่วนที่จัดซื้อสินค้าจากบุคคลอื่นเป็นราคาเพิ่มขึ้น โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดกรณีจำเลยผิดสัญญาซื้อขายไม่ส่งมอบสินค้าให้โจทก์ครบถ้วนตามสัญญา มิได้ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดกรณีส่งมอบสินค้าให้โจทก์ชำรุดบกพร่อง ดังนี้ จะนำอายุความ 1 ปี กรณีข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474มาใช้บังคับหาได้ไม่ และกรณีเรียกร้องให้จำเลยรับผิดไม่ส่งมอบสินค้าให้โจทก์ครบถ้วนตามสัญญา ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่าจะต้องฟ้องร้องภายในกำหนดเวลาเท่าใด สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในกรณีเช่นนี้จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม (193/30 ใหม่) ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาภายหลังที่จำเลยบอกเลิกสัญญานานถึง 5 เดือน เป็นการประมาทเลินเล่อไม่ใช้สิทธิภายในเวลาอันสมควรย่อมหมดสิทธิที่จะร้องเรียกเอาแก่จำเลยนั้นเมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้ในข้อนี้ไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ และไม่มีประเด็นนำสืบ ทั้งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสองศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เลือกใช้สิทธิริบหลักประกันตามสัญญาข้อ 8 แล้ว ย่อมไม่มีสิทธิที่จะปรับจำเลยในอัตราร้อยละ 0.2 ตามสัญญาข้อ 9 อีกนั้น เมื่อปัญหาข้อนี้จำเลยมิได้กล่าวอ้างไว้ในคำให้การและมิได้ประเด็นพิพาทจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2530 จำเลยทำสัญญาขายผลิตภัณฑ์ (อะไหล่) สำหรับอุปกรณ์ของโรงแยกก๊าซ ชุดที่ 4จำนวน 3 กลุ่ม รวม 499 รายการ รวมราคาทั้งสิ้น 3,788,109 บาทแก่โจทก์ โดยจำเลยสัญญาว่าจะส่งมอบผลิตภัณฑ์ทั้งหมดแก่โจทก์ณ คลังพัสดุ โรงแยกก๊าซ ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยองจังหวัดระยอง ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2529ให้ถูกต้องและครบถ้วนตามสัญญา ถ้าจำเลยไม่ส่งมอบหรือส่งมอบผลิตภัณฑ์ไม่ถูกต้องทั้งหมดหรือบางส่วน หรือส่งมอบผลิตภัณฑ์ไม่ครบจำนวน โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา และจำเลยยอมให้โจทก์ริบหลักประกันหรือเรียกร้องจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันเป็นจำนวนเงินทั้งหมดหรือบางส่วนได้แล้ว แต่โจทก์จะเห็นสมควรและถ้าโจทก์จัดซื้อผลิตภัณฑ์จากบุคคลอื่นเต็มจำนวนหรือเฉพาะจำนวนที่ขาดส่งภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่บอกเลิกสัญญาจำเลยยอมรับผิดชดใช้ราคาที่เพิ่มขึ้นจากราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาในกรณีที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจำเลยยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาผลิตภัณฑ์ที่ครบกำหนดส่งมอบจนถึงวันที่จำเลยได้นำผลิตภัณฑ์มาส่งมอบให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้ตรวจรับและรับมอบผลิตภัณฑ์ถูกต้องครบถ้วน ในระหว่างที่มีการปรับ ถ้าโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้โจทก์จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันหรือเรียกร้องจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันกับเรียกร้องให้ใช้ราคาที่เพิ่มขึ้นตามสัญญาข้อ 8 และค่าเสียหายใด ๆ ที่โจทก์ได้รับจากการผิดสัญญาของจำเลยนอกเหนือจากการปรับจนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วยก็ได้ สัญญาซื้อขายให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2529ต่อมาจำเลยส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้แก่โจทก์ 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2530 และวันที่ 28 กันยายน 2530 โจทก์ได้ทำการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่จำเลยส่งมอบปรากฏว่าจำเลยส่งมอบให้โจทก์เพียงจำนวน 339 รายการ คิดเป็นเงินรวม 2,665,631 บาท และขาดส่งจำนวน 160 รายการ คิดเป็นเงิน 1,112,478 บาท รายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่จำเลยส่งมอบของไม่ถูกต้องครบถ้วน ปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อความตรวจรับพัสดุเอกสารท้ายฟ้อง ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้จึงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2531 โดยใช้สิทธิริบหลักประกันในอัตราร้อยละ 10 ของราคาผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ส่งมอบตามสัญญาข้อ 8 เป็นเงิน 112,247.80 บาท และใช้สิทธิปรับในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ส่งมอบ และที่ส่งมอบล่าช้าตามสัญญาข้อ 9 เป็นเงิน 939,751.39 บาท และใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ผลิตภัณฑ์จำนวน 339 รายการ ที่จำเลยส่งมอบให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,665,631 บาท ซึ่งจำเลยมีสิทธิรับเงินค่าผลิตภัณฑ์จากโจทก์ แต่โจทก์มีสิทธิได้ค่าปรับจำนวน1,051,999.19 บาท หักกลบลบหนี้แล้วคงเหลือเงินค่าผลิตภัณฑ์ที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากโจทก์เป็นเงิน 1,613,631.80 บาท และโจทก์สงวนสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายอื่น ๆ รวมทั้งกรณีโจทก์ต้องซื้อผลิตภัณฑ์จากบุคคลอื่นในราคาที่สูงขึ้นจากสัญญาจำเลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหายเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2531 ต่อมาโจทก์ซื้อผลิตภัณฑ์ชนิด คุณสมบัติลักษณะเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่จำเลยมิได้ส่งมอบตามสัญญาซื้อขายจำนวน 160 รายการ โดยวิธีประกวดราคาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2531จากห้างหุ้นส่วนจำกัดซุปเปอร์คอน (ฟาร์อีส) จำนวน 6 รายการในราคา 175,980 บาท โดยทำสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม2531 จากบริษัทจาร์ดีน แมธทีสัน (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน70 รายการ ในราคา 6,375,000 บาท โดยทำสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่9 พฤศจิกายน 2531 และจากบริษัทปัญญศิริ จำกัด จำนวน 43 รายการในราคา 2,273,340 บาท โดยทำสัญญาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2531ปรากฏตามสำเนาสัญญาซื้อขายอุปกรณ์ไฟฟ้าเอกสารท้ายฟ้อง รวมจำนวนทั้งสิ้น 119 รายการ เป็นเงิน 8,824,320 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่ได้ทำสัญญากับจำเลยเป็นเงิน 7,701,842 บาท อันจำเลยจะต้องรับผิดชอบในเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มจำนวนนี้แต่โจทก์ขอเรียกร้องเพียง 7,701,840 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2531แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2531อันเป็นวันที่จำเลยผิดนัดจนถึงวันฟ้อง เป็นเงินค่าดอกเบี้ย731,674.80 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,433,514.80 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 8,433,514.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 7,701,840 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาซื้อขายโดยมิได้แจ้งสงวนสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหายในขณะส่งมอบผลิตภัณฑ์และโจทก์ไม่ได้จัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่ยังขาดอยู่จำนวน 160 รายการ ภายใน6 เดือน นับจากวันบอกเลิกสั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1909/2540 · ทนอย Thanoy