คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 1909/2541
หลักกฎหมาย
โจทก์เป็นส่วนราชการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่ฟ้องให้จำเลยชดใช้ทุน จึงไม่ใช่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(11) แต่กรณีนี้มิได้มีบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30(164 เดิม)เมื่อนับจากวันที่จำเลยที่ 1 ลาออกจากราชการถึงวันฟ้องไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่ง โจทก์ฟ้องในฐานะทายาทโดยธรรมของพันเอก บ. ผู้ค้ำประกันการรับทุนของจำเลยที่ 1 ที่เสียชีวิตเมื่อปี 2529 นั้น แม้ขณะจัดการศพจะมีการลงประกาศพระราชทานเพลิงศพใน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่มีจำหน่ายแพร่หลายทั่วประเทศติดต่อกัน ถึง 2 วัน แต่การที่โจทก์เป็นนิติบุคคล และจำเลยทั้งสี่ มิได้นำสืบว่า ได้เชิญผู้แทนของโจทก์ไปในงานศพและโจทก์ได้ทราบ ประกาศดังกล่าวเมื่อใดโดยวิธีใด ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสี่ จึงเป็นเพียงการคาดคะเนเอาเองอย่างเลื่อนลอย เมื่อโจทก์ นำสืบรับฟังได้ว่าโจทก์ทราบถึงการตายของพันเอก บ. เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2536 และนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2537 ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ขาด อายุความเช่นเดียวกัน ลักษณะของทุนเป็นเงินทุนของรัฐบาลต่อรัฐบาล การที่จำเลยที่ 1 รับราชการสังกัดโจทก์ได้รับอนุมัติให้ลาราชการไปศึกษาต่อด้วยทุนดังกล่าว โดยสัญญาว่าจะกลับมารับราชการ ในสังกัดโจทก์เป็นการชดใช้ทุน โจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าของทุน เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่กลับมารับราชการชดใช้ทุนให้ครบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้ทุนได้ ส่วนที่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เมื่อได้ความว่าพันเอก บ. ค้ำประกันเฉพาะที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาครั้งแรก 1 ปี 6 เดือน เท่านั้น การที่ต่อมาเมื่อครบกำหนดดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติให้อยู่ศึกษาต่อไปอีกโดยโจทก์ ไม่ได้แจ้งให้พันเอก บ. ทราบหรือรู้เห็นยินยอม พันเอกบ. จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับเวลาที่เกินกว่า 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดด้วย อำนาจฟ้องเป็น ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกา เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ตามสัญญาระบุว่าหากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 จะจ่ายเบี้ยปรับ หนึ่งเท่าของเงินที่จะต้องชดใช้ หากไม่ชำระยอมให้คิด ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทั้งเบี้ยปรับและดอกเบี้ยเป็น ค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ที่ศาลอุทธรณ์ ใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงเหลือเพียงครึ่งส่วนและดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี ก็โดยคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ผู้เป็น เจ้าหนี้ เพราะจำเลยที่ 1 ได้รับราชการชดใช้ทุนบางส่วน ชดใช้เงินเดือนและเงินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยแล้ว จึงเหมาะสม แก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว เมื่อดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เป็นเบี้ยปรับ เงินจำนวนดังกล่าวจึงมิใช่ดอกเบี้ยค้างส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(มาตรา 166 เดิม)และกรณีเช่นนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยไม่เกิน 5 ปี จึงไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศหมายถึงอัตราแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรีในเวลาที่ได้ใช้เงินจริง ซึ่งตามปกติจะคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยผลเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ซึ่งขายเงินตราต่างประเทศในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ แต่เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีจึงให้คิดอัตราในวันที่มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราในวันดังกล่าวก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราการขายนั้นก่อนวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนเงินเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขณะรับราชการตำแหน่งอาจารย์โทแผนกวิชาวิจัยการศึกษา คณะครุศาสตร์ สังกัดโจทก์ ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาชั้นปริญญาเอก สาขาวิชาประชากรศึกษา ณมหาวิทยาลัยชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยทุนเอไอดีตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2516 เป็นต้นไป จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาไว้แก่โจทก์ว่าเมื่อเสร็จการศึกษาจะกลับมารับราชการในสังกัดโจทก์ หรือในกระทรวง ทบวง กรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควรเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของเวลาที่ได้รับทุนหากผิดสัญญายอมชดใช้คืนทุน เงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มและหรือเงินอื่นใดที่ได้รับจากทางราชการ พร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของเงินจะต้องชดใช้คืน โดยมีพันเอกบรรจงเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 กลับมารับราชการในสังกัดโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2521 จนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2526ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ลาราชการเพื่อไปศึกษาชั้นปริญญาเอกสาขาประชากรศึกษาและการศึกษาผู้ใหญ่ ณ มหาวิทยาลัยชิคาโกประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยทุนส่วนตัวอีกโดยได้ทำสัญญาให้ไว้แก่โจทก์อีกฉบับหนึ่งมีเงื่อนไขทำนองเดียวกับสัญญาฉบับแรกต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2530 จำเลยที่ 1 ได้ลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2528 เป็นการผิดสัญญา ซึ่งพันเอกบรรจง ผู้ค้ำประกันจะต้องร่วมรับผิดด้วย แต่พันเอกบรรจงถึงแก่ความตายไปก่อนและโจทก์เพิ่งรู้ถึงความตายดังกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะทายาทจึงต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 69,986.94 ดอลลาร์สหรัฐ กับ 58,647.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 35,890.74 ดอลลาร์สหรัฐกับ 30,075.80 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกเอาเงินทุนที่โจทก์ออกแทนจำเลยที่ 1 หรือเงินที่โจทก์ออกทดรองให้แก่สถานศึกษาแทนจำเลยที่ 1 ภายในกำหนดอายุความ2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2528 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ลาออกจากราชการ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินทุนเอไอดี เพราะโจทก์ไม่ใช่เจ้าของเงินทุนดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับเงิน 33,700 ดอลลาร์สหรัฐทั้งโจทก์ไม่ได้จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่มหาวิทยาลัยชิคาโกจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด จำนวนเงินทุนไม่ถูกต้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดเป็นเวลา 6 ปี 4 เดือน ขัดต่อกฎหมายขณะรับทุนอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 20 บาทและการให้ทุนดังกล่าวกระทำในประเทศไทยจึงต้องคิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ ประเทศไทย และในเวลาที่ให้ทุนโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้ชำระเป็นเงินตราต่างประเทศ ในระหว่างศึกษาด้วยทุนส่วนตัวถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติราชการของโจทก์เมื่อรวมกับเวลาที่จำเลยที่ 1 กลับมารับราชการแล้วย่อมเกินกว่าเวลาที่จะต้องรับราชการชดใช้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเมื่อจำเลยที่ 1 ลาออกจากราชการและโจทก์อนุมัติแล้วแสดงว่าโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดจากจำเลยอีก ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การว่า เงินทุนเอไออี ไม่ใช่เงินของโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่มีหน้าที่ต้องใช้แก่โจทก์เบี้ยปรับสูงเกินส่วนและเกินความเป็นจริงมากทั้งโจทก์มิได้รับความเสียหายจึงไม่มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับและดอกเบี้ยเพราะเป็นการเรียกค่าเสียหายซ้ำซ้อน และไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยค้างชำระเกิน 5 ปี เพราะขาดอายุความ พันเอกบรรจง จารุวรรณถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2529 โจทก์ได้รู้และควรรู้ได้รู้ถึงความตายของพันเอกบรรจง ตั้งแต่ปี 2529โจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 2ถึงที่ 4 ได้รับมรดกรวมกันเป็นเงินประมาณ 150,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 17,945.37ดอลลาร์สหรัฐ และ 15,037.90 บาท โดยเงินดอลลาร์สหรัฐให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ในวันที่ศาลพิพากษา ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวไม่มีให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ในต้นเงินแต่ละจำนวนนับตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2530จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดให้ไม่เกิน 5 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ในฐานะทายาทผู้รับมรดกของพันเอกบรรจง จารุวรรณ ผู้ค้ำประกันชำระแทน โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน26,918.05 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวไม่มีก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่าก่อนวันอ่านคำพิพากษากับ 22,556.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2530จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง