คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2536
ฎีกาที่ 1926/2536
หลักกฎหมาย
วัดโจทก์ได้ประกาศตั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2460 และทะเบียนวัดพระพุทธศาสนาจัดทำตามระเบียบกรมการศาสนา ว่าด้วยการทำทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนาก็มีชื่อวัดโจทก์อยู่ด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการประกาศยุบเลิกวัดโจทก์ โจทก์จึงยังมีฐานะเป็นวัดที่ชอบด้วยกฎหมาย พระภิกษุ ท. ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสของวัดโจทก์ พระภิกษุ ท. จึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนวัดโจทก์ได้ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าที่ดินตามแผนที่พิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งตรงกับที่ดินตามแผนที่พิพาทในคดีนี้ โจทก์ย่อมนำผลในคดีก่อนมาใช้ยันจำเลยทั้งสองในคดีนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์อย่างไร จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ โดยไม่ต้องคำนึงว่าที่พิพาทมีเอกสารสิทธิหรือไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นวัดโดยชอบด้วยกฎหมาย พระภิกษุ ท.เจ้าอาวาสได้มอบอำนาจให้ ค. ไวยาวัจกรฟ้องคดีแทน จำเลยที่ 1เช่าที่ดินโจทก์ปลูกบ้านด้านทิศตะวันออก และให้จำเลยที่ 2 ปลูกบ้านด้านทิศตะวันตก เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลงไม่มีการต่อสัญญาและศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่าที่ดินที่จำเลยทั้งสองครอบครองเป็นของโจทก์โจทก์ได้แจ้งอาณาเขตที่ดินของโจทก์ตามคำพิพากษาฎีกา เพื่อให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดิน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายปีละ 5,500 บาท จำเลยที่ 2 ปีละ 3,000 บาท แก่โจทก์ทุก ๆ ปีจนกว่าจะออกจากที่ดิน จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์เป็นวัดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พระภิกษุ ท. ไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสของโจทก์จึงไม่มีอำนาจมอบให้ ค. ฟ้องคดีแทน ก่อนฟ้องโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ดินที่จำเลยทั้งสองครอบครองไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ และไม่ใช่ที่ดินที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็นของโจทก์ แต่เป็นของจำเลยครอบครองทำกินตลอดมาที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินมือเปล่า จำเลยทั้งสองไม่ได้แย่งการครอบครองจากโจทก์ โจทก์ไม่ฟ้องเรียกคืนภายใน 1 ปี และค่าเสียหายสูงเกินไป ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองออกจากที่พิพาท และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 ปีละ 1,300 บาทจำเลยที่ 2 ปีละ 800 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คนละ 600 บาท ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่พิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรก ตามที่จำเลยทั้งสองฎีกามีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ทะเบียนวัดเอกสารหมาย ล.7 ระบุว่าวัดสมปะศักดิ์นั้นได้มีประกาศตั้งวัดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์2460 และทะเบียนวัดพระพุทธศาสนาซึ่งจัดทำตามระเบียบกรมการศาสนาว่าด้วยการทำทะเบียนวัดในพระพุทธศาสนาตามเอกสารหมาย ล.1 ก็มีชื่อวัดสมปะศักดิ์ (สมประศักดิ์) อยู่ด้วย ทั้งเมื่อวันที่ 22ธันวาคม 2523 เจ้าคณะจังหวัดหนองคายได้แต่งตั้งพระภิกษุทองสูญสิริจันโท เป็นเจ้าอาวาสวัดสมปะศักดิ์ตามตราสารตั้งเจ้าอาวาสเอกสารหมาย จ.3 เอกสารหมาย ล.7, ล.1 และ จ.3 ดังกล่าวเป็นเอกสารราชการ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องได้จัดทำขึ้นจึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นวัดที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะปรากฏตามเอกสารหมายล.1 และเอกสารที่จำเลยทั้งสองอ้างมาเป็นพยานหลักฐานว่า วัดโจทก์เป็นวัดร้าง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการยุบเลิกวัดและกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศยุบเลิกวัดในราชกิจจานุเบกษา ตามข้อ 9และข้อ 10 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2507) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โจทก์จึงยังมีฐานะเป็นวัดที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ เมื่อมีพระภิกษุทองสูญ สิริจันโท และพระภิกษุอื่นจำพรรษาอยู่ในวัดและพระภิกษุทองสูญ สิริจันโท ได้รับแต่งตั้งจากเจ้าคณะจังหวัดหนองคายให้เป็นเจ้าอาวาสของโจทก์ พระภิกษุทองสูญ สิริจันโท จึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนวัดโจทก์หรือมอบอำนาจให้นายใครศรี อุณารักษ์ ฟ้องคดีแทนวัดโจทก์ได้ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าวัดโจทก์ไม่ใช่วัดที่ชอบด้วยกฎหมาย พระภิกษุทองสูญสิริจันโท มิได้เป็นเจ้าอาวาสและไม่มีอำนาจแต่งตั้งนายใครศรีอุณารักษ์ ฟ้องคดีแทนวัดโจทก์นั้นจึงฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เคยฟ้องขับไล่นายเฮ้า ยศแก้ว ออกจากที่ดินของโจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 46/2526 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพระภิกษุทองสูญ สิริจันโท เจ้าอาวาสวัดสมปะศักดิ์ โดยนายใครศรี อุณารักษ์ ไว้ยาวัจกร ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายเฮ้ายศแก้ว จำเลย ซึ่งในคดีนี้ได้มีการทำแผนที่พิพาทไว้ตามเอกสารหมายจ.1 ศาลฎีกาได้พิพากษาว่า ที่ดินตามแผนที่พิพาทเป็นของโจทก์แผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 มีรูปแผนที่แสดงเขตที่ดินของโจทก์ตรงกับรูปแผนที่พิพาทในคดีนี้ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.7 และ ล.9เห็นได้ว่า ที่ดินที่โจทก์อ้างว่าเป็นของโจทก์ในคดีก่อนกับคดีนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ในฎีกาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งว่ารูปแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.1 ไม่ตรงกับรูปแผนที่ตามเอกสารหมาย จ.7 และ ล.9 คงโต้แย้งแต่เพียงว่า คู่ความในคดีก่อนได้ทำแผนที่ที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยทั้งสองเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นของโจทก์ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีก่อน และคำพิพากษานี้เป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งที่ดินเป็นคุณแก่โจทก์ โจทก์ย่อมนำมาใช้ยันแก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ เว้นแ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง