คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 19299/2556
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 89 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกร้องทุกข์หรือกล่าวโทษอันเนื่องมาจากได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรมให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเท่านั้น การที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ จึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่ออำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน คดีนี้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องการกระทำความผิดของจำเลยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ซึ่งขณะนั้น พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 ยังไม่มีผลใช้บังคับ ดังนั้น ในการพิจารณาการกระทำความผิดของจำเลย คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงต้องพิจารณาตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 เรื่อง การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ข้อ 6 ที่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไปได้ แม้ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับก็ไม่กระทบต่อการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะ พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลัง เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ส่งเรื่องกลับไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจที่จะสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 264, 265, 268, 32, 33, 83, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 ความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเนื่องจากจำเลยกับพวกร่วมเข้าตรวจค้นโดยไม่มีอำนาจในสถานที่ 2 แห่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมสองกระทงจำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยอย่างไร และไม่ได้ระบุเวลาในการกระทำความผิดแต่ละกรรมแยกออกจากกันนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1. ว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลากลางวัน จำเลยกับนายเสน่ห์ จำเลยที่ 1 นายมนตรี จำเลยที่ 2 จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2404/2551 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทงต่างกรรมกัน หลังจากนั้นโจทก์บรรยายฟ้องในการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกแต่ละกรรมเป็นข้อ ๆ โดยบรรยายฟ้องข้อ 1 ข. ว่า นายเสน่ห์ จำเลยที่ 1 นายมนตรี จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2404/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจกับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านเสริมสวยศิริแฮร์คัท โดยร่วมกันนำหมายค้นอันเป็นเอกสารราชการปลอมที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมขึ้นใช้อ้างแสดงต่อนางวิไล ช่างทำผมประจำร้านเสริมสวย เข้าตรวจค้นโดยอ้างว่าเพื่อค้นหายาเสพติด เพราะมีผู้แจ้งว่าร้านเสริมสวยจำหน่ายยาเสพติด โดยนายเสน่ห์และนายมนตรีพวกของจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่มีอำนาจกระทำการนั้น และจำเลยมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการนั้น และบรรยายฟ้องข้อ 1 ค. ว่า ภายหลังจากที่จำเลยกับพวกกระทำความผิดในข้อ ข. แล้ว นายเสน่ห์ จำเลยที่ 1 นายมนตรี จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2404/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจกับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านกาแฟนมสด โดยร่วมกันนำหมายค้นอันเป็นเอกสารราชการปลอมที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมขึ้นใช้อ้างแสดงต่อนายต่อย ผู้ดูแลร้านกาแฟนมสด เข้าตรวจค้นโดยอ้างว่าเพื่อค้นหายาเสพติด เพราะมีผู้แจ้งว่าร้านลักลอบจำหน่ายยาเสพติด โดยจำเลยกับพวกมิได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจอันมีอำนาจกระทำการนั้น และจำเลยมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการนั้น แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงเวลาในการกระทำความผิดแต่ละกรรมแยกจากกันและไม่ได้บรรยายฟ้องถึงหน้าที่ของจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องในข้อ 1 แล้วว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กับบรรยายฟ้องในข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แต่แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านเสริมสวยศิริแฮร์คัทและร้านกาแฟนมสด โดยร่วมกันนำหมายค้นอันเป็นเอกสารราชการปลอมที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมขึ้น ใช้อ้างแสดงต่อนางวิไลและนายต่อย เข้าตรวจค้นโดยอ้างว่าเพื่อค้นหายาเสพติดโดยจำเลยมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการนั้น ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายในฟ้องถึงวันเวลากระทำความผิดในแต่ละกรรมและบรรยายฟ้องให้ปรากฏถึงหน้าที่ของจำเลยและการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยพอสมควรเท่าที่จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง