คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 1933/2545
หลักกฎหมาย
คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายให้เห็นว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยระบุจำนวนเงินราคาสินค้าว่าเป็นเท่าไร จำเลยชำระให้โจทก์แล้วจำนวนเท่าไร เหลือหนี้ค่าสินค้าอีกเท่าไรที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ย โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลลาร์สิงคโปร์และเงินบาทมาด้วย ถือเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการฟ้องขอบังคับให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นที่เข้าใจได้แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายข้อเท็จจริงอื่นใดอีก การที่จะพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ต้องพิจารณาเฉพาะคำฟ้องโจทก์เป็นสำคัญว่าบรรยายฟ้องถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์จำเลยให้เข้าใจได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 หรือไม่เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคำให้การต่อสู้ของจำเลยตลอดถึงการนำสืบของโจทก์ในชั้นพิจารณา จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ตามราคาที่แท้จริงในใบแจ้งหนี้เป็นเงิน 195,846.02ดอลลาร์สิงคโปร์ แต่โจทก์ออกใบแจ้งหนี้ให้แก่จำเลยด้วยราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อขายกันจริงซึ่งรวมเป็น 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ เนื่องมาจากการร้องขอของจำเลย เมื่อโจทก์ได้ร่วมมือกับจำเลยสำแดงราคาสินค้าเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร แม้ผู้เสียภาษีอากรดังกล่าวจะเป็นจำเลยผู้นำเข้าและจำเลยยังไม่ถูกกล่าวหาตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย แต่โจทก์จำเลยประกอบธุรกิจมีเจตนาเป็นการเอาเปรียบประเทศไทย ถือได้ว่าไม่สุจริตด้วยกัน โจทก์จึงไม่อาจจะยกเอาความไม่สุจริตขึ้นมาเรียกร้องเอาเงินได้เต็มจำนวน 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งมีจำนวนที่หลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรรวมอยู่ด้วยได้ จำเลยคงรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าให้โจทก์เฉพาะค่าสินค้าจำนวน 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ซึ่งเป็นส่วนที่จำเลยนำไปเสียภาษีนำเข้าต่อกรมศุลกากรแล้ว โจทก์จำเลยติดต่อซื้อขายสินค้ากันด้วยเงินดอลลาร์สิงคโปร์จำเลยไม่ชำระ จำเลยก็ต้องรับผิดชำระเป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์ตามที่ตกลงติดต่อซื้อขายสินค้ากัน แต่หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทก็ต้องชำระด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามมาตรา 196 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งจำเลยอาจได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ในผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละวันได้ แต่ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลย เพราะโจทก์ต้องได้รับชำระหนี้เป็นเงินดอลลาร์สิงคโปร์เท่ากับที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์เสมอตามคำพิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาว่า หากจำเลยจะชำระเป็นเงินบาทก็ให้ชำระตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินจึงชอบแล้ว โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าสินค้าเป็นเงินบาทโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท ดังนั้น คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนที่ให้จำเลยชำระค่าสินค้าเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงิน โดยไม่ได้ระบุไว้ด้วยว่าอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินต้องไม่เกิน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อ 18 บาท ตามคำขอของโจทก์ จะเกิดผลว่าหากอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาใช้เงินต่อ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์เกิน 18 บาท คำพิพากษาของศาลในส่วนนี้จะเกินคำขอ ศาลฎีกาจึงกำหนดไว้ด้วยว่าต้องไม่เกินตามคำขอของโจทก์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย มีสาขาที่ประเทศสิงคโปร์ จำเลยติดต่อซื้อสินค้าจำพวกน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่องและน้ำยาชนิดต่าง ๆ ซึ่งโจทก์จัดจำหน่ายผ่านบริษัทฮาวท์ตันสิงคโปร์ จำกัด สำนักงานสาขาที่ประเทศสิงคโปร์ ตลอดมาตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปี 2537 โจทก์ได้จัดส่งผลิตภัณฑ์ให้จำเลยโดยวิธีขนส่งทางเรือและทางอากาศหลายครั้ง แต่จำเลยชำระราคาเพียงบางส่วนผิดนัดไม่ชำระตามระยะเวลาที่ถึงกำหนด 120 วัน นับแต่วันที่ระบุในใบแจ้งหนี้ (อินวอยซ์)แต่ละฉบับเป็นจำนวน 8 ฉบับ รวมราคาสินค้าเป็นเงิน 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ และจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเงิน8,793.85 ดอลลาร์สิงคโปร์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 204,639.87 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งคิดคำนวณเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 18 บาท เป็นเงินไทยทั้งสิ้น 3,683,517.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,683,517.60 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 195,846.02 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 3,525,228.30 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยเคยติดต่อค้าขายกับบริษัทฮาวท์ตัน สิงคโปร์ จำกัด โดยตกลงให้จำเลยเป็นตัวแทนขายสินค้าในประเทศไทยใบแจ้งหนี้เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข3 ถึงหมายเลข 10 เป็นเอกสารเท็จซึ่งโจทก์ทำขึ้นใหม่ โดยระบุราคาขายสินค้าต่อหน่วยสูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันจริง ระบุจำนวนสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ส่งมาจริงปลอมเลขที่ใบแจ้งหนี้ เอกสารใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องตามที่จำเลยสั่งซื้อสินค้าตามใบแจ้งหนี้ รวมเป็นเงินค่าสินค้า 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งใบแจ้งหนี้ดังกล่าวได้ผ่านพิธีการเสียภาษีขาเข้าทางศุลกากรแห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้วและจำเลยได้ชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 และ 4 เป็นเงิน 21,310.37 ดอลลาร์สิงคโปร์ คงค้างชำระเพียง 125,293.57 ดอลลาร์สิงคโปร์ การที่โจทก์ทำเอกสารปลอมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าสูงกว่าความเป็นจริง และเรียกเงินค่าสินค้าที่จำเลยได้ชำระไปแล้วบางส่วนอีก การที่โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 18 บาท จำเลยไม่อาจทราบได้ว่าคิดอย่างไรจากมาตรฐานไหน เวลาใด ทำให้จำเลยเสียเปรียบหลงในข้อต่อสู้ ไม่สามารถรู้ว่าเป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าใด จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 131,354.96 ดอลลาร์สิงคโปร์หรือเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 125,293.57 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเดียวกันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อปี2537 จำเลยได้นำเข้าสินค้าจำพวกน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่องและน้ำยาชนิดต่าง ๆ จากบริษัทฮาวท์ตัน สิงคโปร์ จำกัด ซึ่งเป็นสำนักงานสาขาของโจทก์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยรวม 8 ครั้ง เมื่อโจทก์ส่งสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้วจำเลยได้นำใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย ล.2 ถึง ล.9 (เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 ถึง 10)รวมเป็นเงิน 146,603.94 ดอลลาร์สิงคโปร์ ไปผ่านพิธีการเสียภาษีนำเข้าที่กรมศุลกากรต่อมาจำเลยได้โอนเงินผ่านธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางจาก ให้แก่โจทก์สำนักงานสาขาสิงคโปร์เป็นการชำระหนี้ไปที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ จำนวน21,310.37 ดอลลาร์สิงคโปร์ ตามเอกสารหมาย จ.50 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องเป็นเพียงการสรุปข้อเท็จจริงถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไร พร้อมคำขอที่จะบังคับจำเลยเพียงเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจคำฟ้องเพื่อที่จะได้ให้การต่อสู้คดีได้ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ก็บรรยายให้เห็นว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยระบุจำนวนเงินราคาสินค้าว่าเป็นเท่าไร จำเลยชำระให้โจทก์แล้วจำนวนเท่าไร เหลือหนี้ค่าสินค้าอีกเท่าไรที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ย โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลลาร์สิงคโปร์และเงินบาทมาด้วยนั้น ถือเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการฟ้องขอบังคับให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นที่เข้าใจได้แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายข้อเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง