ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2557

ฎีกาที่ 19350/2557

หลักกฎหมาย

จากบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 และมาตรา 6 ประกอบกับหลักปรัชญาแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ งานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมที่มีลักษณะเป็นงานประติมากรรมจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นั้น ต้องเป็นงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำหรือก่อให้เกิดงานนั้นด้วยการริเริ่มขึ้นเอง (Originality) โดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต งานอันมีลิขสิทธิ์ไม่จำต้องเป็นงานใหม่อย่างเช่นกรณีของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรต่อเมื่อเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือต้องไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว งานอันมีลิขสิทธิ์จึงอาจเหมือนหรือคล้ายกับงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ปรากฏอยู่แล้วได้ แต่งานที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้นต้องเกิดจากการริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นเองของผู้สร้างสรรค์โดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต คุณค่าของงานหรือคุณค่าทางศิลปะไม่ใช่เงื่อนไขของการคุ้มครองลิขสิทธิ์ แม้งานที่สร้างขึ้นนั้นจะไม่มีคุณค่าของงานหรือคุณค่าทางศิลปะ หากผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้นด้วยความวิริยะอุตสาหะด้วยการทุ่มเทกำลังสติปัญญา ความรู้ความสามารถ ใช้ประสบการณ์และวิจารณญาณในการสร้างงานนั้น มิใช่สักแต่ทำขึ้น งานนั้นก็ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ การคุ้มครองลิขสิทธิ์เป็นการให้ความคุ้มครองรูปแบบของการแสดงออกซึ่งความคิด ไม่คุ้มครองความคิดหรือแนวความคิด ปรากฏตามสินค้าของโจทก์ว่าเป็นรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ซึ่งมีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้เป็นรูปสามมิติ รูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์นั้นจึงเป็นงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้แสดงออกโดยรูปแบบของงานประติมากรรมอันเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทศิลปกรรมอย่างหนึ่งตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาว่ารูปปั้นนั้นผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้นโดยเลียนแบบธรรมชาติหรือสิ่งที่ปรากฏมีอยู่ก่อนแล้วคือพระพักตร์พระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปซึ่งมีอยู่มานานนับพันปีแล้วก็ตาม ก็ถือได้ว่าผู้สร้างสรรค์งานรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ได้สร้างสรรค์งานนั้นด้วยการริเริ่มขึ้นเองและด้วยความวิริยะอุตสาหะแล้ว เพราะมิใช่การสร้างงานนั้นขึ้นโดยทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น เมื่อปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในผลงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ดังกล่าวในชื่อผลงาน "คุ้มครอง" และ "โพธิพักตร์" ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์งานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ดังกล่าว โจทก์ย่อมเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานประติมากรรมนั้น

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69, 70 และ 76 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 90 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้อง ให้ประทับฟ้องตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ไว้พิจารณา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางประทับรับฟ้องไว้พิจารณาเฉพาะข้อหาความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำหรือดัดแปลงงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปอันมีลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มิได้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณาในข้อหาความผิดฐานร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ โดยขายงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาความผิดที่มิได้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณาดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ชิ้นงานรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ เป็นงานประติมากรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ และจำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยทำซ้ำหรือดัดแปลงงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ อันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์เพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า ในปี 2546 โจทก์ได้เป็นสมาชิกโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือโอทอป (OTOP) ของจังหวัดสระแก้ว ต่อมาโจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการเครือข่าย โอทอป ระดับประเทศ โจทก์ได้จดทะเบียนนิติบุคคลเป็นบริษัทศิลปะหินทราย จำกัด เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550 เอกสารแนะนำสินค้าของโจทก์ ร้านค้าของโจทก์ที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และร้านค้าของโจทก์ในห้างเจ.เจ.มอลล์ ตลาดนัดสวนจตุจักร เว็บไซต์ของโจทก์ โจทก์ได้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในงานรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์ในลักษณะงานประติมากรรม ชื่อผลงาน "คุ้มครอง" และ "โพธิพักตร์" ทะเบียนข้อมูลเลขที่ ศ2. 4080 และ ศ2. 4081 ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามสำเนาหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2551 ชิ้นงานของโจทก์ปรากฏตามวัตถุพยาน ส่วนจำเลยที่ 1 ได้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในงานประติมากรรมรูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 ไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวโจทก์นำสืบโดยมีโจทก์ นายกมล นางสาวทิฌา และนางสาวปลิดา มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า นายกมลได้แนะนำให้จำเลยที่ 2 มาทำงานกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่มีความรู้เกี่ยวกับงานทางด้านที่โจทก์ค้าขายมาก่อน โจทก์เป็นผู้แนะนำวิธีการปั้นขึ้นรูปให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบ จำเลยที่ 1 ได้มาขอสินค้าจากโจทก์ไปจำหน่ายและต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ก็ขอเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ โดยเปิดร้านอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาพระราม 3 ตามบิลเงินสดลงวันที่ 16 กันยายน 2550 วันที่ 10 ตุลาคม 2551 และวันที่ 24 ตุลาคม 2552 จำนวน 3 ฉบับ เมื่อประมาณปี 2552 นางสาวทิฌาผู้ขายสินค้าที่ระลึกได้ซื้อสินค้ารูปปั้นพระพักตร์พระพุทธรูปบนใบโพธิ์จากจำเลยที่ 1 เนื่องจากได้รับคำสั่งซื้อจากชาวอินเดียจำนวนประมาณ 300 ชิ้น โดยส่งให้แล้วจำนวน 100 ชิ้น ไม่มีปัญหาอะไร แต่สินค้าจำนวนอีก 200 ชิ้น ชาวอินเดียคนดังกล่าวไม่ยอมรับสินค้าเนื่องจากบอกว่าสินค้าคุณภาพไม่ดี โจทก์จึงทราบเรื่องว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำสินค้าที่ทำซ้ำงานของโจทก์ส่งให้แก่นางสาวทิฌา โจทก์จึงไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจคดีเศรษฐกิจ ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีลงวันที่ 13 ตุลาคม 2552 โดยระบุสถานที่เกิดเหตุเป็นร้านค้าของจำเลยที่ 1 ภายในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า สาขาพระราม 3 นางปลิดาภริยาโจทก์ได้โทรศัพท์ไปต่อว่าจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นผู้นำสินค้าดังกล่าวมาจำหน่ายจริง จากเหตุการณ์ดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 กำลังตั้งครรภ์ ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวโจทก์ได้ตรวจสอบตามเว็บไซต์ปรากฏว่ามีการขายสินค้าที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ด้วย จากการตรวจสอบพบว่าเกิดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง