คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 19357/2556
หลักกฎหมาย
แม้บ้านที่เกิดเหตุเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของโจทก์ แต่ก็ยังเป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านที่เกิดเหตุด้วย พื้นที่ส่วนที่เป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้านในเวลาราชการจึงไม่ใช่ที่รโหฐาน แต่เป็นที่สาธารณสถาน เพราะประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ และหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง จำเลยทั้งสี่ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้เป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดร้อยเอ็ด ย่อมมีอำนาจเข้าค้น อีกทั้งจำเลยทั้งสี่เข้าไปค้นบ้านที่เกิดเหตุในเวลาประมาณ 11 นาฬิกา อันเป็นเวลาราชการ โดยไม่ปรากฏว่ามีการค้นเกินเลยจากพื้นที่ส่วนที่เป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน เหตุที่จำเลยทั้งสี่เข้าไปค้นบ้านที่เกิดเหตุและค้นตัวโจทก์ก็เพราะมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง จำเลยทั้งสี่จึงมีอำนาจกระทำเช่นว่านั้นได้ตาม ป.วิ.อ มาตรา 93
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 309, 334, 335 (8), 362, 364, 365 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 365 (2) ประกอบมาตรา 364, 83 เป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยทั้งสี่ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและบุกรุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า แม้บ้านที่เกิดเหตุเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของโจทก์ แต่ก็ยังเป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านที่เกิดเหตุด้วย พื้นที่ส่วนที่เป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้านในเวลาราชการจึงไม่ใช่ที่รโหฐาน แต่เป็นที่สาธารณสถาน เพราะประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้ และหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง จำเลยทั้งสี่ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้เป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันปราบปรามการทุจริตในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดร้อยเอ็ด ย่อมมีอำนาจเข้าค้น ทั้งข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสี่เข้าไปค้นบ้านที่เกิดเหตุในเวลาประมาณ 11 นาฬิกา อันเป็นเวลาราชการ โดยไม่ปรากฏว่ามีการค้นเกินเลยจากพื้นที่ส่วนที่เป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นการค้นในที่สาธารณสถานซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหมายค้น สำหรับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแม้จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ห้ามปรามมิให้นางเฉลิมศิริถ่ายรูป และเมื่อนายธวัชชัยใช้กล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวถ่ายภาพเหตุการณ์ จำเลยที่ 1 ก็เดินออกจากบ้านที่เกิดเหตุ แต่พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่มีเหตุผลพอจะบ่งชี้ให้เห็นได้ประจักษ์ชัดว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนาเข้าไปค้นบ้านที่เกิดเหตุเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ ที่โจทก์นำสืบว่า วันเกิดเหตุเวลาเช้า โจทก์เผาทำลายเอกสารคำร้องเรียนเรื่องภัยแล้งของลูกบ้านซึ่งเป็นเอกสารที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้วนั้น เป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย เพราะไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนให้รับฟังได้ว่าโจทก์เคยได้รับคำร้องเรียนเรื่องภัยแล้งจากลูกบ้าน ที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับนายสานิต ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นคู่แข่งของนายอนุรักษ์ก็ดี หรือที่จำเลยที่ 3 เบิกความตอบทนายความของโจทก์ถามค้านตอนหนึ่งว่า เคยร่วมดื่มสุรากับบุตรชายของนายสานิตก็ดี นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายสานิต และความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 3 กับบุตรชายของนายสานิตดังกล่าวล้วนเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังไม่พอฟังว่าจะกลั่นแกล้งฝ่ายของนายอนุรักษ์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเคยมีความสัมพันธ์กับนายสานิตอันจะเป็นมูลเหตุจูงใจให้มีเจตนาสมคบกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปค้นบ้านที่เกิดเหตุเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ฝ่ายจำเลยทั้งสี่นำสืบปฏิเสธโดยมีจำเลยทั้งสี่เป็นพยานเบิกความประกอบกันเป็นใจความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสี่ได้เบาะแสจากสายลับว่ามีหัวคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดร้อยเอ็ด ไปรวมตัวกันที่บ้านที่เกิดเหตุ จึงไปตรวจสอบ ปรากฏว่าพบโจทก์และชาวบ้านอีกหลายคน ชาวบ้านเหล่านั้นมีท่าทีตกใจ บางคนขยำเอกสารทิ้ง บางคนฉีกเอกสารทิ้ง ส่วนโจทก์เก็บเอกสารไว้ในกระด้งแล้วนำไปสอดไว้ที่ใต้ชายคา เมื่อนำมาตรวจสอบก็พบว่าเป็นบัญชีรายชื่อราษฎรตำบลหนองแวง และมีเลข 100 กำกับอยู่ จำเลยที่ 1 เชื่อว่าเป็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง จึงยึดไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐาน แต่ขณะทำบันทึกการตรวจยึดปรากฏว่ามีนายยิ่งสันต์ นายคมกริช นายเมธาสิทธิ์ และนางเฉลิมศิริ ไปที่บ้านที่เกิดเหตุ นายยิ่งสันต์และนายคมกริชโต้เถียงกับจำเลยทั้งสี่ ส่วนนายเมธาสิทธิ์บอกให้น
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง