ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 1943/2540

หลักกฎหมาย

โจทก์รู้เห็นยินยอมในการที่ น. นำที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจาก ม. โดยถือตามหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) โจทก์จะอ้างว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับ ม. ไม่สมบูรณ์เนื่องจากการซื้อขายครั้งก่อน ๆฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามโอน และโจทก์จะใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) กับขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทหาได้ไม่ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 โจทก์ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนแรกและจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้นายอรุณ อาจคงหาญ ดำเนินคดีแทน โจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 208 โจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 205 ตำบลจอมบึงอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เมื่อประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน2533 จำเลยที่ 3 เข้าไปปลูกต้นอ้อยและต้นมันสำปะหลังในที่ดินของโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองเข้าไปปลูกต้นอ้อยและต้นมันสำปะหลังในที่ดินของโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองห้ามปรามแต่จำเลยทั้งสองไม่เชื่อฟัง โจทก์ทั้งสองไปตรวจสอบหลักฐานที่สำนักงานที่ดินอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี จึงทราบว่าที่ดินของโจทก์ที่ 1ที่จำเลยที่ 1 เข้าไปทำประโยชน์นั้นมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1628 และ 1637 ตำบลจอมบึงอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี โดยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1628 ออกทับที่ดินของโจทก์ที่ 1ทางด้านทิศตะวันออกเป็นเนื้อที่ 23 ไร่ และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1637 ออกทับที่ดินของโจทก์ที่ 1 ทางด้านทิศตะวันตกเป็นเนื้อที่ 48 ไร่ 2 งาน13 ตารางวา ส่วนที่ดินของโจทก์ที่ 2 ที่จำเลยทั้งสองเข้าไปทำประโยชน์มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1628 และ 1638 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีโดยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1628เป็นของจำเลยที่ 1 ออกทับที่ดินของโจทก์ที่ 2 ทางด้านทิศตะวันออกเป็นเนื้อที่ 23 ไร่ และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1638 ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 ออกทับที่ดินของโจทก์ที่ 2 ทางด้านทิศตะวันตกเป็นเนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน47 ตารางวา เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1628 และ 1638 เป็นของนายมนตรี อร่ามกิจโพธา และเลขที่ 1637 เป็นของนางสุพิตรา อร่ามกิจโพธา ได้นำชี้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวต่อมา ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1628 และ 1637 ที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ที่ 1เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 208 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1628 และ 1638 ที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ที่ 2 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 205ขอให้พิพากษาว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1628, 1637 และ 1638 เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง และให้ขับไล่จำเลยที่ 1 และบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 208 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 205 จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2517ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 208ให้แก่โจทก์ที่ 1 และเลขที่ 205 ให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนและไม่อยู่ในข่ายบังคับคดีภายใน 10 ปี แต่โจทก์ทั้งสองนำที่ดินดังกล่าวทั้ง 2 แปลงไปขายให้แก่นายมนตรี อร่ามกิจโพธาและนางสุพิตรา อร่ามกิจโพธา เมื่อปี 2517 พร้อมกับส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้ด้วย ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2521นายมนตรีและนางสุพิตรา ยื่นคำร้องขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ที่ดินดังกล่าวโดยความรู้เห็นเป็นใจและความยินยอมของโจทก์ทั้งสองทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1628, 1637 และ 1638 ให้โดยมิได้ออกทับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 208, 205 หลังจากนั้นนายมนตรีและนางสุพิตราขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1628, 1637 และ 1638 ให้แก่ผู้ซื้อ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2533 จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากนางสุรางค์ ธนการพาณิช และนายพีรพงศ์ วัฒนอังกูรผู้มีสิทธิครอบครอง ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวโจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องคดีเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินภายใน 1 ปีนับแต่ถูกแย่งการครอบครองคือวันที่ 20 พฤษภาคม 2527 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้อง และโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีต่อศาลโดยไม่ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือรับรองการทำประโย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1943/2540 · ทนอย Thanoy