คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 1947/2545
หลักกฎหมาย
จำเลยทั้งสองตั้งให้โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าของบริษัทจำเลยที่ 2 โดยโจทก์เป็นผู้ติดต่อหาลูกค้า เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้า โจทก์จะส่งคำสั่งซื้อของลูกค้ามายังจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองก็จะแจ้งกลับไปยังโจทก์ว่าจะส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าได้เมื่อใด โจทก์จึงแจ้งให้ลูกค้าเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระราคาสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองจัดส่งสินค้าแล้วก็จะเรียกเก็บเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ลูกค้าเปิดไว้เห็นได้ว่าลูกค้ามิได้สั่งซื้อและรับสินค้ากับชำระราคาสินค้าแก่โจทก์โดยตรง ราคาสินค้าที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้าก็คือราคาที่จำเลยทั้งสองขายให้แก่ลูกค้า โดยจำเลยทั้งสองจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ร้อยละ 3 ถึง ร้อยละ 7 ของจำนวนสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อ โจทก์มิได้ขายสินค้าของจำเลยที่ 2 ในนามของตนเองจึงไม่ใช่ตัวแทนค้าต่างของจำเลยทั้งสอง แต่การที่จำเลยทั้งสองตั้งให้โจทก์เป็นผู้แทนขายสินค้าในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและฮ่องกงและโจทก์ตกลงทำการดังกล่าว ย่อมเข้าลักษณะของสัญญาตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นจึงตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยตัวแทน จำเลยทั้งสองในฐานะตัวการย่อมมีสิทธิถอนโจทก์ออกจากการเป็นตัวแทนเสียเมื่อใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 827 วรรคแรก ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองแจ้งแก่โจทก์ขอให้เลิกสัญญาโดยไม่ตั้งโจทก์เป็นตัวแทนอีกต่อไปย่อมเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและมีผลตามกฎหมายทันที ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาได้ส่วนความเสียหายอันเกิดจากการบอกเลิกสัญญาตัวแทนในเวลาที่ไม่สะดวกแก่โจทก์นั้นโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งไม่อาจถือว่าการที่จำเลยทั้งสองถอนโจทก์ออกจากการเป็นตัวแทนโดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นการถอนตัวแทนในเวลาที่ไม่สะดวกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 827 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายแห่งดินแดนหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน มีสำนักงานอยู่ที่เกาะเกาลูน เขตบริหารพิเศษฮ่องกงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนในประเทศไทย เมื่อประมาณปี 2537 เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันแต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ "COTTO" (คอตโต้) ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมทั้งฮ่องกง โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระค่าตอบแทนและค่าตอบแทนพิเศษจากการขายสินค้าให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดโดยคำนวณจากยอดการขายที่เกิดจากการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าของโจทก์ โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดมาโดยได้ลงทุนและเสียค่าใช้จ่ายในการบุกเบิกตลาดและหาลูกค้าภายในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมทั้งฮ่องกงจนทำให้เครื่องสุขภัณฑ์ COTTO เป็นที่ยอมรับของลูกค้า ทำให้มียอดการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมา เดือนสิงหาคม 2542 จำเลยทั้งสองได้บอกเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายโดยไม่ชอบแล้วได้ติดต่อขายสินค้าให้แก่ลูกค้าของโจทก์โดยตรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คิดเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าที่โจทก์ควรได้รับจากยอดขายในครึ่งปีหลังของปี 2542 เป็นเงิน 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าสูญเสียรายได้ปีละ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน1,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่โจทก์ขอคิดเป็นเงินเพียง 750,000 ดอลลาร์สหรัฐรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 900,000 ดอลลาร์สหรัฐขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 900,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ถืออัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทตามอัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศในวันที่ศาลมีคำพิพากษา จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้แต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าตามที่โจทก์อ้าง หากฟังว่าจำเลยทั้งสองแต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าตามคำฟ้อง โจทก์ก็มิได้ลงทุนและเสียค่าใช้จ่ายในการบุกเบิกตลาดและหาลูกค้าแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองได้บอกเลิกการแต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าแล้วตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2542 จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าตอบแทนและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 28,001.56 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนมีคำพิพากษา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งดินแดนหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน มีสำนักงานอยู่ที่เกาะเกาลูน เขตบริหารพิเศษฮ่องกงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการผลิตสินค้าจำพวกเครื่องสุขภัณฑ์โดยใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า คอตโต้ หรือ COTTO เมื่อปี 2537 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันแต่งตั้งโจทก์ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าสุขภัณฑ์ COTTO โดยมีหน้าที่ติดต่อลูกค้าและรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมทั้งฮ่องกง เมื่อได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้า โจทก์ก็จะส่งเอกสารคำสั่งซื้อของลูกค้าไปให้จำเลยทั้งสอง หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองจะแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าได้เมื่อใด โจทก์ก็จะแจ้งให้ลูกค้าเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อชำระราคาสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองจัดส่งสินค้าแล้วก็จะเรียกเก็บเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจำเลยทั้งสองตกลงจ่ายค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 3 ถึงร้อยละ 7 ของยอดสั่งซื้อสินค้าที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้าในประเทศดังกล่าว จำนวนค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากจำเลยทั้งสองไปแล้วคำนวณถึงเดือนมิถุนายน 2542 เป็นเงินทั้งสิ้น 718,532.82 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาวันที่5 สิงหาคม 2542 จำเลยทั้งสองได้แจ้งเลิกสัญญาโดยไม่ให้โจทก์เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป ยอดสั่งซื้อสินค้าของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม2542 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2542 เป็นเงิน 700,039 ดอลลาร์สหรัฐ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นประการแรกว่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง