ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 1954/2546

หลักกฎหมาย

ผู้เสียหายที่ 1 สวมกางเกงขายาวสีกากี สวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวเข้าไปขอตรวจค้นตัวจำเลยโดยแจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบตำรวจหรือแสดงหลักฐานให้เห็นว่าตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้ทำการตามหน้าที่ กรณีอาจทำให้จำเลยเข้าใจผิดไปได้ แม้จำเลยจะต่อสู้ชกต่อยหรือใช้มีดแทงผู้เสียหายที่ 1 เพื่อขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ตรวจค้นและจับกุม จำเลยก็หามีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่และพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ไม่แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะให้การรับสารภาพฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ แต่บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่าโดยลำพังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้ ศาลชั้นต้นกำหนดโทษและลดโทษให้แก่จำเลย แต่คำนวณโทษไม่ถูกต้องครบถ้วนเมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์และฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาตามโทษจำคุกที่ถูกต้องได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้นขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับและกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 2 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ แล้วจำเลยได้ชิงทรัพย์เอาอาวุธปืนสั้น 1 กระบอกของผู้เสียหายที่ 1 ไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อย ใช้อาวุธมีดแทง และใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล แล้วจำเลยได้วิ่งราวทรัพย์รถยนต์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91,138, 289, 336, 336 ทวิ, 339, 340 ตรี, 371 ริบอาวุธปืนลูกซอง ปลอกกระสุนปืนลูกซอง 2 ปลอก และอาวุธมีด 1 เล่ม ของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 วรรคสอง, 289(2) ประกอบมาตรา 80, 334, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบมาตรา 52(1) ให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานลักทรัพย์ จำคุก6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก6 เดือน รวมจำคุก 34 ปี 16 เดือน ริบอาวุธปืนลูกซอง ปลอกกระสุนปืน ลูกซองและอาวุธมีดของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปจอดบริเวณหน้าร้านค้าของนายสมจิตร หาผล ที่เกิดเหตุ แล้วต่อมาเกิดการต่อสู้กอดปล้ำกับสิบตำรวจตรีสายเพชร เจตินัย ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บตามร่างกายหลายแห่ง ปรากฏรายละเอียดบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.12 จำเลยได้รับบาดเจ็บถูกกระสุนปืนตามสำเนาเวชระเบียนผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลชลบุรี เอกสารหมาย ล.1 สำหรับความผิดฐานชิงทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และ 6 เดือน ตามลำดับ โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ความผิดทั้งสี่ฐานดังกล่าวนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และความผิดฐานลักทรัพย์อาวุธปืนสั้นของผู้เสียหายที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ความผิดฐานลักทรัพย์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาซึ่งสรุปใจความสำคัญได้ว่า เหตุที่จำเลยเอาอาวุธปืนสั้นของผู้เสียหายที่ 1 ไปก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายที่ 1 ใช้ตามไปยิงจำเลยอีก เมื่อไปถึงบ้านนางเพ็ญศรี แซ่ล้อหรือละออศิรินนท์ พี่สาวของจำเลย จำเลยได้มอบอาวุธปืนดังกล่าวให้นางเพ็ญศรี แล้วให้นางเพ็ญศรีนำจำเลยส่งโรงพยาบาลชลบุรี ซึ่งต่อมาจำเลยให้นางเพ็ญศรีมอบอาวุธปืนคืนแก่เจ้าพนักงานตำรวจไปเมื่อทราบว่าผู้เสียหายที่ 1เป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริง จำเลยขาดเจตนาทุจริตอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ อันเป็นฎีกาทำนองว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานลักทรัพย์นั้น เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1954/2546 · ทนอย Thanoy