คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2533
ฎีกาที่ 1958/2533
หลักกฎหมาย
โจทก์มีชื่อ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนด ที่ดิน พิพาท ซึ่งป.พ.พ. มาตรา 1373 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทด้วย เจตนาเป็นเจ้าของติดต่อ กันเป็นเวลา 10 ปี แม้จำเลยจะมีคำสั่งของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแสดงว่าจำเลยได้ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดย การครอบครองปรปักษ์ก็ตาม แต่ เมื่อโจทก์ซึ่ง เป็นบุคคลภายนอกคดีสามารถพิสูจน์ได้ ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ คำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมไม่ผูกพันโจทก์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 145 วรรคสอง(2).
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5143 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ขอให้พิพากษาว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 11904/2525ที่สั่งว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้นไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ขอให้ศาลสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครให้ระงับการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ให้เป็นชื่อของจำเลยให้จำเลยรื้อบ้านไม่มีเลขที่ซึ่งจำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านดังกล่าวออกไปจากที่ดินแปลงนี้ ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงนี้อีกต่อไป จำเลยให้การว่า จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ ปลูกบ้านเพื่ออยู่อาศัยในที่ดินตามฟ้องโดยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งถึงที่สุดแล้วว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 11904/2525 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพราะเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 11904/2525 ที่สั่งว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยนั้นไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งห้า ให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปจากที่พิพาท ห้ามมิใ้หจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่พิพาทอีกต่อไป จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่นามีโฉนด นายยุกต์ ลิมทรง เป็นผู้ทรงกรรมสิทธิ์โดยซื้อมาจากเจ้าของเดิมเมื่อ ปี พ.ศ. 2506 ต่อมาวันที่8 พฤศจิกายน 2508 นายยุกต์ถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 5 ซึ่งเป็นภริยาได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายยุกต์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกของนายยุกต์วันที่ 8 มิถุนายน 2525 จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382ศาลชั้นต้นประกาศวันนัดไต่สวนตามระเบียบ ไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2525 ว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2525 เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครได้มีหนังสือถึงโจทก์ที่ 5 ให้ส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงพิพาทไปยังสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง เพื่อจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองให้แก่จำเลยตามที่จำเลยร้อง โจทก์ที่ 5ไม่ได้ส่งโฉนดที่ดินพิพาทและขออายัดที่ดินพิพาทมิให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครทำการจดทะเบียนโจทก์ทั้งห้าในฐานะทายาทโดยธรรมของนายยุกต์ได้ฟ้องคดีนี้ เห็นได้ว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็เป็นผู้ทรงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยโจทก์ทั้งห้าเป็นผู้ทรงกรรมสิทธิ์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายยุกต์ผู้มีชื่อทางทะเบียน ส่วนจำเลยเป็นผู้ทรงกรรมสิทธิ์โดยคำสั่งของศาลแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ดังกล่าว คดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลยหรือไม่ โจทก์จำเลยต่างนำสืบในทางตรงข้ามกัน จำเลยนำสืบว่าได้กรรมสิทธิ์เพราะได้เข้าครอบครองที่พิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาประมาณ 18 ปี โจทก์นำสืบว่า ฝ่ายโจทก์มาดูแลที่ดินพิพาทเป็นครั้งคราวโดยตลอด และจำเลยไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันถึง 10 ปี เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 บัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง" โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท จากข้อสันนิษฐานข้างต้นต้องฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย โดยจำเลยต้องพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีที่จำเลยฎีกามาหลายประการว่า พยานหลักฐานฝ่ายจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าฝ่ายโจทก์ โจทก์นำนายนิสิต อรชุนณกะ นายช่างรังวัด 4สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง มาสืบว่าเป็นผู้รังวัดและทำแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.18 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2526 มีผู้ร่วมงานรังวัด 6 คน ทำการรังวัดนำส่งศาลและนำชี้ของทั้งสองฝ่ายปรากฏตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.18 ว่า บ้านของจำเลยซึ่งปลูกใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2525 ที่จำเลยอ้างว่าปลูกทับที่บ้านหลังเก่าได้ปลูกอยู่มุมตอนใต้ของทิศตะวันออกของที่ดินพิพาทพอดี โดยหนึ่งในสี่ส่วนของตัวบ้านล้ำเข้าไปในคลองเคล็ดซึ่งเป็นคลองสาธารณะและนายสมเกียรติ สายบัว เจ้าพนักงานโยธากรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับมอบหมายให้ร่วมระวังแนวเขตที่ดินสาธารณะริมคลองเคล็ด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง