คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 1964/2543
หลักกฎหมาย
++ เรื่อง ซื้อขาย หนี้ ++ ++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++ ++ ++ ++ โจทก์ฎีกา ++ ++ ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายสินค้าประเภทปุ๋ยเกษตรกรรม จำเลยที่ 2ใช้นามแฝงในทางการค้าว่า นายกิจจา บุญนำ ประกอบอาชีพรับซื้อปุ๋ยจากบริษัทผู้ค้าปุ๋ยรายอื่นเพื่อนำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายปุ๋ยเกษตรกรรม โดยซื้อปุ๋ยจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอีกทอดหนึ่ง ++ เมื่อปี 2536 จำเลยที่ 1 ขายปุ๋ยให้แก่จำเลยที่ 2 คิดเป็นเงินจำนวน 20,359,400 บาท โดยจำเลยที่ 1 ออกใบสั่งจ่ายสินค้าระบุประเภทจำนวน น้ำหนัก และชื่อที่จำเลยที่ 2 ใช้ในทางการค้า ให้แก่จำเลยที่ 2เพื่อนำไปเบิกปุ๋ยจากโกดังของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2ชำระราคาปุ๋ยด้วยการสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า ++ ต่อมาจำเลยที่ 2 ขายปุ๋ยด้วยการส่งมอบใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวบางส่วนให้แก่โจทก์ ตามใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมจ่ายสินค้าตามใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวโดยอ้างว่าเช็คชำระค่าปุ๋ยของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ซื้อปุ๋ยดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ ++ ++ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ ++ ที่โจทก์ฎีกาว่า การซื้อขายปุ๋ยในคดีนี้ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดเพราะมีการชำระราคาตั้งแต่แรก และเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งคือปุ๋ยตามใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 กำหนดจำนวนน้ำหนักและขนาดบรรจุแน่นอน ไม่จำเป็นต้องนับ ชั่ง ตวงใหม่ และไม่จำต้องมากำหนดราคาที่แน่นอนใหม่ ++ เห็นว่า ปุ๋ยที่จำเลยที่ 2 ตกลงซื้อจากจำเลยที่ 1เก็บอยู่ที่โกดังเก็บสินค้าของจำเลยที่ 1 ยังมิได้มีการคัดเลือกออกมาว่าปุ๋ยถุงใดจะขายให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้บ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นที่แน่นอนแล้วแต่อย่างใด กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายกันยังไม่โอนไปยังจำเลยที่ 2ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่การซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ++ ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 นั้น ++ เห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ขายปุ๋ยให้แก่จำเลยที่ 2 หาได้อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 ไม่ ทั้งข้ออ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนนั้นก็เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ++ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เอกสารใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 เป็นทรัพยสิทธิ ไม่ใช่บุคคลสิทธิ จึงสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ การซื้อปุ๋ยระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์เป็นการโอนหนี้อันพึงต้องชำระแก่โจทก์ผู้ถือใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 313 ประกอบมาตรา 312 จำเลยที่ 1 จะยกข้อต่อสู้อันมีต่อจำเลยที่ 2 ขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตหาได้ไม่นั้น ++ ในข้อนี้ปรากฏข้อความในใบจ่ายสินค้าด้านหน้าทุกฉบับเอกสารหมาย จ.1 ว่า "บริษัทเวิลด์เฟอท จำกัด...ใบสั่งจ่ายสินค้าเลขที่...วันที่...ใบส่งของเลขที่...เรียนหัวหน้าคลังสินค้าบริษัทเวิลด์เฟอท จำกัด (บางยอ) โปรดจ่ายสินค้าให้คุณกิจจา บุญนำ สินค้าปุ๋ยสูตร ... ขนาด... กกง จำนวน...กระสอบน้ำหนัก...ตัน ได้รับสินค้าตามรายการข้างบนนี้ไว้ถูกต้องเรียบร้อยแล้วผู้รับสินค้า...ผู้ซื้อ... ผู้ตรวจสอบ...ผู้อนุมัติ..." ส่วนที่ด้านหลังใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวระบุข้อความเป็นคำเตือนของบริษัทจำเลยที่ 1และมีข้อความว่า "ลงชื่อ...ผู้โอน" ++ เมื่อได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าการซื้อขายปุ๋ยระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่การซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในปุ๋ยที่ขายยังไม่โอนมาเป็นของจำเลยที่ 2 ใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวจึงมิใช่ตราสารแสดงกรรมสิทธิ์ในสินค้าปุ๋ยอันเป็นทรัพยสิทธิจำเลยที่ 2 มีเพียงสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1ส่งมอบปุ๋ยชนิด ขนาดบรรจุ จำนวน และน้ำหนักตามที่ระบุในใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวอันเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่ผูกพันกันระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2เท่านั้น ++ ทั้งใบสั่งจ่ายสินค้าตามเอกสารหมาย จ.1 ก็เป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1ได้ระบุไว้ชัดเจนให้หัวหน้าคลังสินค้าของจำเลยที่ 1 จ่ายสินค้าตามใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่บุคคลผู้มีชื่อคือจำเลยที่ 2 ใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวจึงมิใช่ตราสารอันพึงต้องชำระแก่ผู้ถือ ตามนัยของมาตรา 313 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ++ ดังนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้โอนสิทธิเรียกร้องตามใบสั่งจ่ายสินค้าให้แก่โจทก์ไว้ที่ด้านหลังใบสั่งจ่ายสินค้าทุกฉบับตามเอกสารหมาย จ.1 หรือได้ทำเป็นหนังสือโอนหนี้อันพึงต้องชำระแก่โจทก์เจ้าหนี้โดยเฉพาะเจาะจงแต่อย่างใด การที่โจทก์นำใบสั่งจ่ายสินค้าตามเอกสารหมาย จ.1 ไปขอรับสินค้าจากจำเลยที่ 1ย่อมเป็นได้เพียงการทำการแทนจำเลยที่ 2 เท่านั้น โจทก์และจำเลยที่ 1จึงมิได้มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ++ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยอมจ่ายสินค้าตามใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 นั้น โจทก์ก็ไม่อาจอ้างว่าถูกจำเลยที่ 1 โต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ส่งมอบสินค้าตามใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 ได้
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดได้ขายปุ๋ยประเภทและชนิดต่าง ๆ รวมน้ำหนักทั้งสิ้นจำนวน ๑,๒๐๗ ตัน ให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยวิธีการออกใบสั่งจ่ายสินค้าจำนวน ๒๘๓ ฉบับ เพื่อนำไปเบิกปุ๋ยจากโกดังเก็บสินค้าของจำเลยที่ ๑ต่อมาระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๓๖ ต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๒ได้ขายปุ๋ยประเภทชนิดและจำนวนดังกล่าวอันมีมูลค่าขณะฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน ๓,๘๐๓,๗๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ โดยวิธีการส่งมอบการครอบครองใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ เรียกการค้าประเภทนี้ตามประเพณีหรือพิธีการซื้อปุ๋ยทั่วไปว่า ซื้อตั๋วหรือใบสั่งจ่ายสินค้าแทนการรับสินค้าโดยตรงและสามารถซื้อขายต่อไปได้โดยวิธีการส่งมอบการครอบครองใบสั่งจ่ายสินค้าดังกล่าวอีกต่อไปเช่นกัน ซึ่งการรับสินค้าปุ๋ยขึ้นอยู่กับผู้ถือใบสั่งจ่ายสินค้าเป็นหลัก ต่อมาโจทก์ขายปุ๋ยแต่ละชนิดแต่ละจำนวนดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นโดยวิธีการส่งมอบการครอบครองใบสั่งจ่ายสินค้าและเมื่อนำใบสั่งจ่ายสินค้าไปขอรับปุ๋ยจากจำเลยที่ ๑ ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ยอมจ่ายปุ๋ยให้อ้างว่าลูกค้าไม่ชำระเงินตามเช็ค ทำให้โจทก์และหรือบุคคลภายนอกผู้ซื้อโดยสุจริตได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ส่งมอบปุ๋ยสูตร ๔๖-๐-๐ จำนวน ๔๒ ตัน ราคาตันละ๔,๖๐๐ บาท ปุ๋ยสูตร ๑๖-๒๐-๐ จำนวน ๑๕๐ ตัน ราคาตันละ ๔,๕๐๐ บาทปุ๋ยสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ จำนวน ๗๘ ตัน ราคาตันละ ๕,๒๐๐ บาท และปุ๋ยสูตร๒๑-๐-๐ จำนวน ๙๓๗ ตัน ราคาตันละ ๒,๗๐๐ บาท แก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ส่งมอบไม่ได้หรือไม่ยอมส่งมอบปุ๋ยดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระราคาค่าปุ๋ยแทนเป็นเงินจำนวน ๓,๘๐๓,๗๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑เนื่องจากโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันเพราะไม่เคยซื้อขายสินค้าระหว่างกัน และโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้เพราะโจทก์ไม่เคยซื้อหรือชำระราคาและรับโอนสิทธิในการซื้อสินค้าปุ๋ยจากจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริตและไม่มีค่าตอบแทน จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องส่งมอบสินค้าหรือชำระราคาค่าสินค้าแก่โจทก์เนื่องจากการซื้อขายสินค้าปุ๋ยระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ นั้น กรรมสิทธิ์ในสินค้าดังกล่าวยังมิได้โอนไปเพราะยังมิได้กำหนดลงไว้แน่นอนโดยยังมิได้มีการนับ ชั่ง ตวงวัด หรือคัดเลือก เพื่อบ่งตัวสินค้าออกเป็นที่แน่นอน และจำเลยที่ ๑มีสิทธิยึดหน่วงสินค้าดังกล่าวไว้ได้เพราะจำเลยที่ ๒ ไม่ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่จำเลยที่ ๑ โจทก์เป็นเพียงผู้รับโอนสิทธิจึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้โอน สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ไม่ชอบด้วยกฎหมายและใช้บังคับจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ เนื่องจากจำเลยที่ ๑มิได้ยินยอมด้วยในการโอนสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ และสัญญาซื้อขายสินค้าเป็นบุคคลสิทธิบังคับได้เฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒เนื่องจากโจทก์กักตุนปุ๋ยเคมีไว้ในรูปของใบสั่งจ่ายสินค้าเพื่อเก็งกำไรแต่ราคาปุ๋ยไม่เพิ่มขึ้น โจทก์ไม่มีสถานที่เก็บปุ๋ย จึงนำคดีมาฟ้องอันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี คำฟ้องของโจทก์ส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ เคลือบคลุม เนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยที่ ๒ร่วมกับจำเลยที่ ๑ อย่างไร เมื่อใด และร่วมกันกระทำการอย่างไรอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้จำเลยที่ ๒ ไม่เข้าใจข้อหาและคำฟ้องของโจทก์ โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันเนื่องจากจำเลยที่ ๒ไม่เคยร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำการใดอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์และจำเลยที่ ๒ มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๑ เฉพาะในการซื้อขายระหว่างกันในฐานะที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้จำหน่ายสินค้าปุ๋ยเคมีการเกษตรเท่านั้นจำเลยที่ ๒ รับว่าได้ขายสินค้าให้แก่โจทก์จริง ซึ่งเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดและส่งมอบสินค้าแก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว โจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันอีก การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๑อายัดสินค้าไว้และไม่จ่ายสินค้าแก่โจทก์โดยอ้างว่าลูกค้าไม่ชำระเงินตามเช็คและโจทก์เข้าใจเองว่าผู้ไม่ชำระเงินตามเช็คคือจำเลยที่ ๒เป็นการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย และจำเลยที่ ๑ ก็ชอบที่จะใช้สิทธิในการดำเนินคดีต่อผู้สั่งจ่ายเช็ค การอายัดสินค้าจึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตเพราะจำเลยที่ ๑ ทราบดีอยู่แล้วว่าใบสั่งจ่ายสินค้าสามารถเปลี่ยนมือกันได้ในท้องตลาดและมีราคาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจำเลยที่ ๑ จึงต้องผูกพันและรับผิดชอบต่อใบสั่งจ่ายสินค้าที่ตนเป็นผู้ออกจนกว่าจะส่งมอบสินค้าตามตราสารนั้น จำเลยที่ ๒ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกใบสั่งจ่ายสินค้าและการที่จำเลยที่ ๑ ไม่ยอมส่งมอบปุ๋ยให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ ๒ ถูกศาลจังหวัดปฐมมีคำสั่งพิทั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง