คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 1966/2559
หลักกฎหมาย
แม้ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 85 บัญญัติให้นายจ้าง ผู้ประกันตน หรือบุคคลอื่นใดซึ่งไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตาม พ.ร.บ.นี้มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ห้ามเลขาธิการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาทบทวนและเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งคำวินิจฉัยนั้น เดิมสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 มีคำสั่งว่าโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่จำต้องนำส่งเงินสมทบทั้งในส่วนของลูกจ้างและของนายจ้างอีกต่อไปนับแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 เนื่องจากโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างของพนักงานขาย SA โจทก์จึงไม่ได้นำส่งเงินสมทบนับแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 ถึงงวดเดือนสิงหาคม 2552 ต่อมาสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 แจ้งให้โจทก์ทราบความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาทบทวนคำสั่งเดิมและยกเลิกคำสั่งเดิมแล้วมีคำสั่งใหม่เนื่องจากมติของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงานซึ่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมให้ความเห็นชอบ โดยมีคำสั่งใหม่ว่าให้พิจารณานิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างของโจทก์เป็นราย ๆ ไป และก่อนที่จะวินิจฉัยนิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างของโจทก์แต่ละราย ให้โจทก์ส่งเงินสมทบให้แก่พนักงานขาย SA นับแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 เป็นต้นไปก่อน โจทก์และลูกจ้างของโจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งต่อไปได้ ดังนี้การพิจารณาทบทวนคำสั่งเดิม ยกเลิกคำสั่ง และออกคำสั่งใหม่ของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 จึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกอบกับสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ยังไม่ได้ปลดชื่อพนักงานขาย SA ออกจากการเป็นผู้ประกันตน ซึ่งมีพนักงานขาย SA จำนวน 10 คน ยื่นขอรับและได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และชราภาพ อันเป็นการใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนได้ในฐานะผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และเมื่อโจทก์กับพนักงานขาย SA มีนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์จึงมีหน้าที่หักค่าจ้างนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของลูกจ้างและนำส่งเงินสมทบในส่วนของนายจ้างให้แก่จำเลยตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 เป็นต้นไป ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 46 และมาตรา 47
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยฉบับที่ รง 0627/15837 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2552 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 673/2553 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2553 และให้โจทก์ส่งเงินสมทบในส่วนของนายจ้างให้แก่จำเลยนับตั้งแต่วันที่จำเลยมีหนังสือฉบับที่ รง 0627/15837 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไป โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหรือเงินค่าปรับหรือเงินเพิ่ม จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงยุติตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยรับกันว่าพนักงานขาย SA มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของโจทก์ และข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความรับกันว่า ตามที่นายสิทธิพล รองเลขาธิการรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาหลักฐานกรณีพนักงานขายที่มีฐานค่าจ้างในการคำนวณส่งเงินสมทบต่ำ กองนิติการ สำนักงานประกันสังคม ดำเนินการตรวจสอบสถานะของพนักงานขาย SA ของโจทก์ และเห็นว่าไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างของโจทก์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 จึงมีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ซึ่งมีหนังสือขอให้ตีความนิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างและนายจ้างและมีหนังสือเวียนแจ้งให้หน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมทราบเนื่องจากโจทก์มีสาขาทั่วประเทศ ต่อมาสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาตีความนิติสัมพันธ์ให้โจทก์ทราบและได้วินิจฉัยว่า พนักงานขาย SA ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของโจทก์ หากโจทก์ไม่พอใจในคำวินิจฉัยสามารถอุทธรณ์ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งนี้ตามหนังสือที่ รง 0627/3213 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2552 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง แต่โจทก์ทำหนังสือขอทราบแนวทางปฏิบัติจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ต่อมาสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 มีหนังสือแจ้งว่า พนักงานขาย SA ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างของโจทก์ตั้งแต่วันที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน แม้จะมีการนำส่งเงินสมทบมาแล้วก็หามีผลให้เกิดนิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างลูกจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และสั่งให้โจทก์จำแนกประเภทลูกจ้างว่า บุคคลใดอยู่ในตำแหน่งพนักงานขาย SA ตัวแทนจำหน่าย SR ผู้แทนขาย SP เพื่อปลดบุคคลเหล่านั้นออกจากระบบประกันสังคม โจทก์ไม่มีหน้าที่แจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้แก่บุคคลดังกล่าวและพนักงานไม่มีสถานะเป็นผู้ประกันตน จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับเช็คช่วยชาติมูลค่า 2,000 บาท ทั้งสั่งให้โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินสมทบคืน โจทก์ได้ทำหนังสือแจ้งการจำแนกประเภทลูกจ้างและขอรับเงินสมทบคืนจากจำเลยและขณะเดียวกันสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ทำหนังสือรายงานข้อเท็จจริงถึงเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมซึ่งให้ความเห็นชอบกับมติของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงานโดยให้สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ยกเลิกคำสั่งเดิมและให้สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ตรวจสอบกรณีนิติสัมพันธ์ของกลุ่มลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานขาย SA เมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้วหากไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างจึงจะมีคำสั่งเพิกถอนลูกจ้างเป็นรายบุคคล เพื่อให้ลูกจ้างมีสิทธิโต้แย้งตามกฎหมายโดยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ต่อไป การเพิกถอนความเป็นผู้ประกันตนให้มีผลย้อนหลังถึงวันที่มีคำวินิจฉัยว่า ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดตามมาตรา 50 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 โดยแจ้งให้สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ทราบเพื่อดำเนินการต่อไป สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 มีหนังสือที่ รง 0627/15837 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2552 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงานมีมติให้พิจารณานิติสัมพันธ์ของพนักงานเป็นราย ๆ ไป หากผลการพิจารณามีหลักฐานบ่งชี้ชัดว่า พนักงานรายใดไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้างโจทก์ก็ให้สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนนับตั้งแต่วันที่วินิจฉัยและในขณะเดียวกันก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยให้โจทก์ส่งเงินสมทบตามกฎหมายให้พนักงานขาย SA นับตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 เป็นต้นไปและสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ขอยกเลิกคำสั่งตามหนังสือที่ รง 0627/3213 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2552 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ตามหนังสืออุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 17 กันยายน 2552 คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 673/2553 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2553 ว่า พนักงานขาย SA ยังคงมีสถานะเป็นลูกจ้างของโจทก์ตลอดมาและมีสิทธิตามกฎหมายประกันสังคมทุกประการ โจทก์จึงมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ให้แก่พนักงานขาย SA ตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2552 ระหว่างนี้สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ไม่ได้จำหน่ายชื่อพนักงานขาย SA ออกจากการเป็นผู้ประกันตน พนักงานขาย SA จำนวน 10 ราย ยังคงขอเบิกและได้รับสิทธิประโยชน์กรณ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง