ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 1971/2551

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. จึงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแทนทายาททุกคนและมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาททุกคนเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิและอำนาจที่จะนำที่ดินพิพาทส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้ไปขายให้แก่ผู้ใดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ฉะนั้นแม้จำเลยที่ 2 จะรับซื้อที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้วก็ไม่ได้สิทธิเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ การที่โจทก์มาฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์คืน จึงเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความเรียกคืน ไม่ใช่เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 จึงนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 240 มาใช้บังคับไม่ได้ จำเลยที่ 2 รับซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 จะรับโอนมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ตามหลักที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของและผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1287 ตำบลบงเหนือ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เนื้อที่ 12 ไร่ (ที่ถูก 13 ไร่) 2 งาน 71 ตารางวา โดยได้รับมรดกมาจากนางอ่อนจันทร์มารดาของโจทก์ เมื่อปี 2515 และได้ครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมา ต่อมาปี 2538 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและศาลมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกต้องดำเนินการทางทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้โจทก์และทายาทอื่น แต่จำเลยที่ 1 กลับเพิกเฉย โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 838/2539 ของศาลชั้นต้น แต่ในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันสมคบกับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยทั้งสองต่างทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์อันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนแล้วให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1287 ตำบลบงเหนือ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ระหว่างจำเลยทั้งสอง และบังคับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปดำเนินการโอนขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งสภาพที่ดินพิพาทไม่มีสิ่งปลูกสร้างพอที่จะให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์ตามฟ้องทั้งโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบักคำ (สามีของจำเลยที่ 2) แล้วตั้งแต่วันที่ทำบันทึกตกลงประนีประนอมยอมความกันที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสว่างแดนดิน เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539 แล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงเหตุฉ้อฉลแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความที่จะขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 แล้วทั้งที่ดินพิพาทมีหลักฐานทางทะเบียนเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งเจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2538 แล้วได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทให้คนเช่าทำไร่อ้อยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ถือได้ว่าเป็นการแย่งการครอบครองจากโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ฟ้องเอาคืนภายในกำหนด 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง แล้วเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1287 ตำบลบงเหนือ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้งกับฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน โดยโจทก์เป็นบุตรของนางอ่อนจันทร์กับนายจันทร์ดี ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางอ่อนจันทร์กับนายชิต บิดามารดาของโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียน ส่วนบิดามารดาของจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 1 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือจำเลยที่ 1 นายอุดมและนายสวัสดิ์ชัย ส่วนนายประเสริฐเป็นลูกติดมากับบิดาจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทเดิมมีเนื้อที่ 24 ไร่ เป็นของนายอำคาขายให้แก่นายชิตบิดาจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.2 ต่อมานางอ่อนจันทร์มารดาโจทก์ได้ร่วมกับนายชิตบิดาจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินเพิ่มอีก 13 ไร่ นำรวมเข้ากับที่ดินเดิมเป็นประมาณ 37 ไร่ แล้วขอแบ่งแยกออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1971/2551 · ทนอย Thanoy