ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 198/2552

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ข. ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทของ ข. ให้ ท. เพื่อนำเงินที่ขายได้ไปชำระหนี้กองมรดกของ ข. อันเป็นอำนาจของผู้จัดการมรดก ที่กระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1724 ทายาทรวมทั้งจำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันต่อ ท. ในการที่จำเลยที่ 1 กระทำไปดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 กลับไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทนและรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้ ท. ไปก่อนและได้รับชำระราคาครบถ้วนแล้ว ทั้งยังได้ไปดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่ ท. และอยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดิน ท. จึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามมาตรา 1300 จึงเป็นทางเสียเปรียบแก่ ท. โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของ ท. จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทได้ตามมาตรา 1300 ประกอบ มาตรา 1599 และมาตรา 1600

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางทองชุม ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเข็ม ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2540 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1679/1049 เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา ให้แก่นางทองชุมในราคา 150,000 บาท และมีข้อตกลงว่าหากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ยินยอมชำระค่าเสียหายให้แก่นางทองชุม 300,000 บาท โดยนางทองชุมชำระราคาตามสัญญาครบถ้วนแล้ว ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียนโอนที่ดินอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของนางเข็มและยื่นคำฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเข็มต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 553/2542 ขอแบ่งทรัพย์มรดกวันที่ 22 เมษายน 2542 จำเลยทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตร่วมกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้โจทก์ในฐานะทายาทของนางทองชุมได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนในการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าที่ดินจำนวน 150,000 บาท พร้อมค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 450,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า นายเขียว เป็นบุตรของนางเข็ม เจ้ามรดก ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2536 โดยนายเขียวถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2521 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนายเขียวจึงเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของนางเข็มแทนที่นายเขียว ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2540 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่ตั้งจำเลยที่ 1 บุตรอีกคนหนึ่งของนางเข็มเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 สมคบกับนางทองชุมมารดาโจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นางทองชุมในราคาต่ำ โดยจำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอมสัญญาจะขายที่ดินพิพาทเกิดขึ้นเพราะกลฉ้อฉลไม่ต้องการให้จำเลยที่ 2 ได้รับโอนที่ดินทรัพย์มรดก จำเลยที่ 2 บอกล้างแล้วสัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ต่อมาจำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทได้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกของนางเข็มตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 553/2542 โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทได้ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 180,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 9 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยกและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ (ที่ถูก พิพากษาแก้) ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1679/1049 หมู่ที่ 7 (4) ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางทองชุม หากจำเลยทั้งสองไม่จดทะเบียนโอนที่ดินให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในการจดทะเบียนโอนที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินได้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าที่ดินจำนวน 150,000 บาท และค่าเสียหายอีกจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางทองชุม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 8,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 และนายเขียว ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางเข็ม นางเข็มถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2536 โดยนางเขียวถึงแก่ความตายก่อนนางเข็มในวันที่ 28 กรกฎาคม 2521 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางเข็มตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์เป็นบุตรของนางทองชุม ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2541 และเป็นผู้จัดการมรดกขอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 198/2552 · ทนอย Thanoy