ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556

ฎีกาที่ 1983/2556

หลักกฎหมาย

ก่อน ป. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายได้ทำหนังสือให้ความยินยอมให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้บัตรเครดิตของ ม. แม้ ม. จะเป็นหนี้จากการใช้บัตรเครดิตของจำเลยครั้งสุดท้ายก่อนวันที่ ป. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายและหนี้ดังกล่าวไม่ระงับลงเพราะความตายของ ป. เจ้ามรดกก็ตาม แต่การที่จำเลยจะใช้สิทธิและอำนาจในการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของ ป. เจ้ามรดก จำเลยจะต้องดำเนินการในระหว่างที่หนังสือให้ความยินยอมมีผลใช้บังคับ หาใช่จะใช้สิทธิและอำนาจตามอำเภอใจเมื่อใดก็ได้ เมื่อหนังสือให้ความยินยอมทำขึ้นเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตที่จำเลยออกให้แก่ ม. โดยสภาพจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของ ป. เจ้ามรดก เมื่อ ป. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หน้าที่และความรับผิดตามหนังสือให้ความยินยอมย่อมสิ้นสุดลงหาเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทไม่ จำเลยจะอาศัยแสวงสิทธิจากหนังสือให้ความยินยอมหักเงินจากบัญชีเงินฝากของ ป. เจ้ามรดกหลังจาก ป. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายหาได้ไม่ โดยไม่ต้องพิจารณาว่าจำเลยจะทราบเรื่องที่ ป. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่ การที่จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากของ ป. เจ้ามรดกชำระหนี้บัตรเครดิตของ ม. จึงเป็นการไม่ชอบ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 350,294.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,392.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระต้นเงินจำนวน 200,392.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548) ไม่ให้เกิน 150,294.05 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นฎีกาว่า นายประสงค์ สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตวีซ่ากับจำเลยและจำเลยออกบัตรเครดิตวีซ่าเลขที่ 4966-9401-0007-8212 ให้แก่นายประสงค์ ต่อมานายประสงค์เปิดบัญชีเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน บัญชีเลขที่ 001-3-38140-5 เป็นเงิน 200,000 บาท ไว้กับจำเลย ในวันเดียวกันนายมณฑล สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตวีซ่ากับจำเลย และจำเลยออกบัตรเครดิตวีซ่าเลขที่ 4966-9411-0233-3019 ให้แก่นายมณฑล เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าที่จำเลยออกให้แก่นายมณฑล นายประสงค์ทำหนังสือให้ความยินยอมให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยชำระหนี้นั้นจนครบถ้วนทันที บัญชีเงินฝากของนายประสงค์มียอดเงินฝากคงเหลือ 200,392.06 บาท ต่อมานายประสงค์ถึงแก่ความตาย ครั้นศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์ซึ่งเป็นบุตรนายประสงค์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสงค์ นายประสงค์มีหนี้จากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าของจำเลยครั้งสุดท้ายจำนวน 62,829.01 บาท ส่วนนายมณฑลมีหนี้จากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าของจำเลยครั้งสุดท้ายจำนวน 170,147.56 บาท หลังจากนั้นจำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตของนายประสงค์และหนี้บัตรเครดิตของนายมณฑล มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตของนายประสงค์และหนี้บัตรเครดิตของนายมณฑลหรือไม่ สำหรับการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตของนายประสงค์ จำเลยฎีกาอ้างว่า บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้บัตรวีซ่า ข้อ 5.1 ระบุว่า "ผู้ใช้บริการตกลงให้ธนาคารออกเงินให้ก่อนทันที โดยไม่ต้องขอความยินยอมและ/หรือแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้าและผู้ใช้บริการยินยอมชดใช้เงินที่ธนาคารได้จ่ายไปก่อนแล้วให้ธนาคารเต็มจำนวนโดยยอมให้ธนาคารหักบัญชี" ซึ่งในบันทึกข้อตกลงและคำยินยอมท้ายบันทึกไม่ได้ระบุว่าให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากเลขบัญชีใดของนายประสงค์ชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตของนายประสงค์ ดังนั้น จำเลยจึงหักเงินในบัญชีเงินฝากของนายประสงค์ที่ได้ฝากไว้กับจำเลยได้ทุกบัญชีเพื่อชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตของนายประสงค์ เห็นว่า แม้บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้บัตรวีซ่าจะระบุให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์ชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตของนายประสงค์ได้ก็ตาม แต่ในบันทึกข้อตกลงนั้นก็ระบุให้หักเงินจากบัญชีเงินฝากหมายเลขบัญชีอื่น ไม่ใช่หมายเลขบัญชีเงินฝากที่เป็นเหตุพิพาทในคดีนี้ ทั้งบัญชีเงินฝากดังกล่าวนายประสงค์ก็เพิ่งเปิดบัญชีหลังจากที่นายประสงค์สมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตวีซ่าของจำเลยแล้ว โดยไม่ปรากฏว่านายประสงค์ได้ให้ความยินยอมให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากนี้ชำระหนี้นั้นแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์ชำระหนี้บัตรเครดิตของนายประสงค์จึงเป็นการใช้สิทธินอกเหนือไปจากเจตนาที่นายประสงค์ได้แสดงให้ไว้แก่จำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตของนายมณฑลนั้น จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยมีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตของนายมณฑลได้ เพราะเป็นหนี้ที่นายมณฑลก่อขึ้นก่อนที่นายประสงค์จะถึงแก่ความตาย โดยจำเลยจะใช้สิทธิหักเมื่อใดนั้นเป็นเรื่องวิธีปฏิบัติของจำเลย หนังสือยินยอมและคำยินยอมของนายประสงค์ย่อมไม่สิ้นสุดลงเพราะนายประสงค์ถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่า แม้นายมณฑลจะเป็นหนี้จากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าของจำเลยครั้งสุดท้ายจำนวน 170,147.56 บาท ก่อนที่นายประสงค์จะถึงแก่ความตาย และหนี้ดังกล่าวไม่ระงับลงเพราะความตายของนายประสงค์ก็ตาม แต่การที่จำเลยจะใช้สิทธิและอำนาจในการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของนายประสงค์ได้นั้น จำเลยจะต้องดำเนินการในระหว่างที่หนังสือให้ความยินยอมมีผลใช้บังคับ หาใช่จะใช้สิทธิและอำนาจนั้นตามอำเภอใจเมื่อใดก็ได้ เมื่อหนังสือให้ความยินยอมทำขึ้นเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตวีซ่าที่จำเลยออกให้แก่นายมณฑล โดยสภาพจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของนาย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1983/2556 · ทนอย Thanoy