คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 1996/2538
หลักกฎหมาย
พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพ.ศ.2475มาตรา55บัญญัติให้เจ้าของคนเก่าและคนใหม่เป็นลูกหนี้ค่าภาษีค้างร่วมกันเมื่อหนี้ค่าภาษีค้างเป็นหนี้ที่มีอยู่ก่อนจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของคนใหม่รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นจากว.เจ้าของคนเก่าสิทธิเรียกร้องในหนี้ค่าภาษีค้างจึงอาจบังคับได้ตั้งแต่ว. เจ้าของคนเก่าแล้วการนับกำหนดอายุความจึงต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องแก่ว.เจ้าของคนเก่าได้คือนับแต่วันพ้นกำหนด90วันที่ว. ได้รับแจ้งรายการประเมินตามมาตรา38เดิม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินภาษีอากรตามฟ้องจำนวน 106,105 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยทั้งหกให้การว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องแล้วเนื่องจากภาษีโรงเรือนดังกล่าวที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยรับผิดเกินกำหนด 10 ปี นับจากวันที่มีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งหก นายวิบูลย์ดำรงเกียรติ และทายาทร่วมกันชำระภาษีโรงเรือนตามฟ้องจำนวน106,105 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อที่สองมีว่า จำเลยทั้งหกจะต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความโต้เถียงกันอันนำมาสู่ปัญหาในข้อนี้ก็คือโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งหกได้รับโอนกรรมสิทธิ์โรงเรือนเลขที่ 174/30 ถึง 48 ตรอกวัดสามง่ามแขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จากนายวิบูลย์ในปี พ.ศ. 2528 แต่จำเลยทั้งหกปฎิเสธว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขออนุญาตสร้างโรงเรือนดังกล่าว โดยมอบให้นายวิบูลย์เป็นผู้ดำเนินการแทนซึ่งนายทะเบียนได้ออกเลขหมายประจำบ้านให้จำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2513 ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 8 โดยนายวิบูลย์เป็นผู้ออกเงินในการสร้างและตกลงให้กรรมสิทธิ์เป็นของจำเลยทั้งหกทันที ฝ่ายจำเลยทั้งหกตอบแทนนายวิบูลย์โดยการให้สิทธินายวิบูลย์เก็บค่าเช่าโรงเรือนดังกล่าวได้มีกำหนด 12 ปี อันเป็นการปฎิเสธว่าจำเลยทั้งหกเป็นเจ้าของโรงเรือนดังกล่าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513มิใช่เพิ่งได้รับโอนกรรมสิทธิ์โรงเรือนดังกล่าวจากนายวิบูลย์ในปี พ.ศ. 2528 จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับนายวิบูลย์และทายาทนายวิบูลย์ในหนี้ค่าภาษีโรงเรือนตามฟ้องในปัญหาข้อนี้โจทก์มีนายเสน่ห์ หลสุวรรณ เจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ สำนักงานเขตปทุมวัน เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.2แผ่นที่ 92 ว่า วันที่ 8 กันยายน 2530 นายเสน่ห์ได้สอบถามและบันทึกถ้อยคำจำเลยที่ 1 ไว้ได้ว่าความ โรงเรือน เลขที่ 174/30ถึง 48 ตรองวัดสามง่าม แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครสร้างมานานประมาณ 17 ปี โดยนายวิบูลย์เป็นผู้สร้างลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 1787 เลขที่ดิน 86 ซึ่งเช่าจากจำเลยที่ 1 และพวกมีกำหนด 15 ปี นับแต่ปี พ.ศ. 2513 แต่สัญญาเช่าหายไป ดังนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 โรงเรือนจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1และพวกซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน นอกจากนี้ยังมีสัญญาเช่าโรงเรือนเลขที่ 174/31 ที่นายวิบูลย์เป็นผู้ให้เช่า นายงืนเอียะ แซ่ลี้เป็นผู้เช่า ซึ่งทำกันไว้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2513 ตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 89 และ 90 สนับสนุนข้อกล่าวอ้างของโจทก์ว่านายวิบูลย์เป็นเจ้าของโรงเรือนดังกล่าว เพราะหากโรงเรือนดังกล่าวเป็นของจำเลยทั้งหกทันทีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จำเลยทั้งหกเพียงแต่ให้สิทธิแก่นายวิบูลย์ได้เก็บค่าเช่ามีกำหนด 12 ปีตามที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้าง จำเลยทั้งหกย่อมจะต้องเป็นผู้ให้เช่าโรงเรือนดังกล่าวเองแล้วให้สิทธินายวิบูลย์เก็บค่าเช่าจากผู้เช่าได้ตามสัญญาต่างตอบแทน ไม่มีเหตุที่จะให้ผู้เช่าทำสัญญาเช่าโรงเรือนจากนายวิบูลย์โดยตรง นอกเสียจากว่าโรงเรือนดังกล่าวยังไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยทั้งหกประกอบกับแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินที่นายวิบูลย์ยื่นไว้ในระหว่างปี พ.ศ. 2515 ถึง พ.ศ. 2526ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 13 ถึง 24 แผ่นที่ 35 ถึง 46 และแผ่นที่ 56 ถึง 124 นั้น นายวิบูลย์ก็ยื่นในนามนายวิบูลย์เป็นผู้ขอรับการประเมินมิได้ยื่นในนามของจำเลยทั้งหกเป็นผู้ขอรับการประเมินแต่อย่างใด พฤติการณ์บ่งชี้ว่านายวิบูลย์เป็นเจ้าของโรงเรือนดังกล่าวอยู่ หาใช่กรรมสิทธิ์ในโรงเรือนตกเป็นของจำเลยทั้งหกทันที ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ตามที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างไม่ การที่จำเลยทั้งหกนำสืบว่านายวิบูลย์เป็นผู้ดำเนินการขออนุญาตสร้างโรงเรือนดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 นั้นก็เป็นแต่เพียงวิธีการในการขออนุญาตสร้างโรงเรือนเท่านั้น หาใช่ข้อเท็จจริงโดยตรงว่านายวิบูลย์ออกเงินในการสร้างโรงเรือนดังกล่าวขึ้นในที่ดินของจำเลยทั้งหก โดยมีข้อตกลงว่าให้กรรมสิทธิ์ในโรงเรือนตกเป็นของจำเลยทั้งหกทันทีในปี พ.ศ. 2513 ไม่พยานหลักฐานของจำเลยทั้งหกจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหกได้รับโอนกรรมสิทธิ์โรงเรือนเลขที่ 174/30 ถึง 48 จากนายวิบูลย์ ในปี พ.ศ.2528นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จำเลยทั้งหกจึงเป็นเจ้าของโรงเรือนดังกล่าวคนใหม่ ต้องรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับนายวิบูลย์และทายาทนายวิบูลย์ในหนี้ค่าภาษีค้างดังกล่าวตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง