คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 19969/2556
หลักกฎหมาย
ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นหัวหน้าหน่วยงานในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอันเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ที่ระบุให้ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบการบริหารทั่วไปซึ่งงานตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับได้ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 49 ซึ่งออกตามความในมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 164, 328, 86, 91 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 15, 16, 17, 20, 40 และ 41 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 164 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 15, 16, 17, 20, 41 สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้ประทับฟ้อง ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 41 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 164 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย(ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น) โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นถึงจำเลยที่ 2 ก่อนที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณา ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.15 และ จ.20 ถึง จ.23 ทั้งเอกสารหมาย จ.3 ล.23 และ ล.24 เป็นรายงานผลการตรวจสอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งมาตรา 27 วรรคสอง และมาตรา 43 ระบุให้เป็นหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินยังไม่ได้สั่งการให้แจ้งการตรวจสอบ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจึงไม่มีอำนาจหน้าที่แจ้งผลการตรวจสอบหรือมอบหมายให้ผู้ใดเปิดเผยผลการตรวจสอบในส่วนที่เป็นความเห็นได้นั้น เห็นว่า นอกจากรายงานตามเอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.24 และรายงานตามเอกสารหมาย ล.23 หรือ ล.25 ที่จำเลยที่ 1 ส่งให้ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภาและจำเลยที่ 2 นั้นเป็นเพียงรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นกรณีร้องเรียนการใช้จ่ายเงินในโครงการศูนย์ขวัญน่าน และเป็นการทำหนังสือชี้แจงตามหนังสือของวุฒิสภาตามที่ปรากฏข้อความอ้างถึงหนังสือของวุฒิสภาในเอกสารหมาย จ.3 และ ล.25 ซึ่งหนังสือตามเอกสารหมาย จ.3 และ ล.25 ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารที่เป็นรายงานผลการตรวจสอบที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะต้องรายงานการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 43 อีกทั้งก่อนที่จำเลยที่ 1 จะส่งหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้น ตามเอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.24 และ ล.23 หรือ ล.25 ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้จัดทำร่างหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นดังกล่าวเสนอผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อมีคำสั่งกรณีอนุมัติให้แจ้งข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภาและจำเลยที่ 2 ซึ่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมีคำสั่งเห็นชอบและให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ลงนามในหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงเบื้องต้น อันเป็นการปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นการปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 49 ซึ่งออกตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ที่ระบุว่า "ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 20 (1) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับใดโดยมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขเช่นใด ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับนั้นได้ตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่กำหนด" ดังนั้นการที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นหัวหน้าหน่วยงานในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอันเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ที่ระบุให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบการบริหารทั่วไปซึ่งงานตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับได้ นอกจากนี้จากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำการไม่สุจริต หรือมีน้ำหนักให้รับฟังเพียงพอว่าการที่จำเลยที่ 1 ส่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือโดยทุจริต การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 20 (1) และไม่เป็นคว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง