ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 2/2565

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว จึงบัญญัติให้คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะได้รับการพิจารณาจากศาลเพียงชั้นเดียว ยกเว้นเป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาตามกรณีมาตรา 45 (1) ถึง (5) จึงจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ทำนองว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทไม่เป็นไปตามเจตนาของคู่สัญญา โดยมิได้พิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริง จึงเป็นการวินิจฉัยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น แต่เนื้อหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องล้วนเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยคดีผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด ข้ออ้างของผู้ร้องจึงเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับที่ผู้ร้องอุทธรณ์ทำนองว่า คณะอนุญาโตตุลาการไม่วินิจฉัยตามที่กำหนดประเด็นข้อพิพาท เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปอีก คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อประมวลจริยธรรมอันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร รวมทั้งอาจนำ ป.วิ.พ. ว่าด้วยพยานหลักฐานมาใช้ได้โดยอนุโลมตามมาตรา 25 วรรคสองและวรรคสาม คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว เพราะหากเห็นว่าประเด็นปัญหาใดแม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจใช้ดุลพินิจไม่วินิจฉัยได้ อันเป็นอำนาจทั่วไป อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะอนุญาโตตุลาการและเหตุผลในการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามมาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 77/2553 หมายเลขแดงที่ 142/2561 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่า ผู้ร้องได้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคาร ท. แล้ว และผู้ร้องได้โอนสิทธิเรียกร้องไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ก่อนที่ผู้ร้องจะถูกพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจเข้ามาดำเนินคดีใช้สิทธิแทนผู้ร้องแล้ว กรณีก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเรียกร้องประเด็นอื่น ๆ ของผู้ร้องอีกต่อไป กับให้คณะอนุญาโตตุลาการในคดีดังกล่าวทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดให้ครบถ้วน ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนศาลปกครองกลางมีความเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นกัน ศาลชั้นต้นจึงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 (1) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บริษัท น. จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจวางท่อน้ำมันและท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ส่วนผู้คัดค้านจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม ก่อสร้าง วางท่อ ซื้อ ขาย ผลิตภัณฑ์ ปิโตรเลียม เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 บริษัท น. กับผู้คัดค้านตกลงทำสัญญา "ONSHORE PIPELINE SYSTEM FOR THIRD TRANSMISSION PIPELINE PROJECT CONTRACT NO. PTT/GAS/3/21/47" หรือโครงการวางท่อส่งก๊าซระยะที่สาม ระบบท่อส่งบนฝั่ง สัญญาเลขที่ พีทีที/จีเอเอส/3/21/47 โดยผู้คัดค้านว่าจ้างบริษัท น. ให้ดำเนินการก่อสร้างและวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นทางที่สามของระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกของผู้คัดค้าน เพื่อใช้เป็นท่อรับก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตในอ่าวไทย เริ่มตั้งแต่บริเวณชายฝั่งทะเลจังหวัดระยองจากสถานีชายฝั่งเข้าสู่โรงแยกก๊าซธรรมชาติของผู้คัดค้านในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และส่งผ่านท่อส่งก๊าซไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกง รวมเป็นระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร ซึ่งต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวกันอีก 4 ครั้ง วันที่ 31 พฤษภาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัท น. เด็ดขาด ในคดีล้มละลายของศาลล้มละลายกลางคดีหมายเลขแดงที่ ล.6677/2553 ผู้ร้องแต่ผู้เดียวจึงมีอำนาจจัดการ เก็บรวบรวม ประนีประนอมยอมความ ฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของบริษัท น. ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 22 วันที่ 8 กันยายน 2553 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าว่าจ้างค้างชำระและค่าเสียหายอื่น ๆ แก่ผู้ร้อง อันได้แก่ ค่าว่าจ้างตามสัญญาเดิมและสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม ค่าว่าจ้างตามหนังสือเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ค่าว่าจ้างตามคำขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มเติม ดอกเบี้ย การสูญเสียโอกาสเนื่องจากการชำระเงินล่าช้า การเสื่อมเสียชื่อเสียงทางการค้าเนื่องจากการชำระเงินล่าช้า และค่าเสียหายเพิ่มเติมเนื่องจากการชำระเงินล่าช้าอันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการจัดการและบริหารงาน ค่าวิชาชีพ กับค่าธรรมเนียมธนาคารสำหรับการคงไว้ซึ่งหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา รวมเป็นเงินจำนวน 6,576,076,914.12 บาท และ 42,574,820.14 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทไปจนกว่าผู้คัดค้านจะชำระเสร็จ ชำระค่าธรรมเนียมธนาคารในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี สำหรับหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาของผู้ร้องสองฉบับ นับแต่วันถัดจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาทไปจนกว่าผู้ร้องจะได้รับหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาคืนจากผู้คัดค้าน ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีอนุญาโตตุลาการ ค่าวิชาชีพสำหรับอนุญาโตตุลาการ ค่าทนายความ และค่าวิชาชีพอื่น ๆ อันเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับกระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการนี้แทนผู้ร้อง คืนหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาทุกฉบับที่เกี่ยวกับสัญญาโครงการวางท่อส่งก๊าซระยะที่สามซึ่งออกให้โดยธนาคาร ท. ให้แก่ผู้ร้อง ชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในเงินทั้งหมดที่ต้องชำระข้างต้น สถาบันอนุญาโตตุลาการรับเป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 77/2553 วันที่ 17 มีนาคม 2554 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้ง ขอให้คณะอนุญาโตตุลาการยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องรับผิดชดใช้เงินค่าปรับ เงินตามสิทธิการเรียกเงินคืน เงิน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2/2565 · ทนอย Thanoy