ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 2005/2564

หลักกฎหมาย

จำเลยเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งในร้านที่เกิดเหตุที่ช่วยแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับหญิงที่ค้าประเวณีเท่านั้น ไม่ได้ดูแลกิจการของร้านที่เกิดเหตุทั้งหมดและไม่มีอำนาจสั่งการหรือกำหนดกฎเกณฑ์ให้หญิงค้าประเวณีปฏิบัติเพื่อกิจการการค้าประเวณี จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ดูแลสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6 (1), 52 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 11 วรรคแรกและวรรคสาม พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) 52 วรรคสาม (เดิม) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม, 11 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันค้ามนุษย์ จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการ หรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีซึ่งมีเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป ชักพาไปซึ่งบุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี กับฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 28 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ยกฟ้องความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี หรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี 1 เดือน 20 วัน ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน ผู้เสียหายออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับนางสาว พ. ซึ่งทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารแจ่วฮ้อน ซึ่งเป็นร้านที่เกิดเหตุ มีนาง ท. เป็นผู้ควบคุมดูแลกิจการ ในเดือนมิถุนายน 2555 ก่อนเกิดเหตุไม่นานนาง อ. ขอความช่วยเหลือจากศูนย์ประชาบดี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ช่วยติดตามนางสาว ร. หลานสาว เนื่องจากเชื่อว่าถูกจำเลยซึ่งเป็นญาติและทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านที่เกิดเหตุล่อลวงไปค้าประเวณีที่ร้านที่เกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุศูนย์ประชาบดีโทรศัพท์แจ้งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ให้ช่วยติดตามนางสาว ร. โดยให้นาง อ. ไปพบพันตำรวจโทมณฑล แล้วจึงวางแผนจับกุมจำเลย โดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท 3 ฉบับ และฉบับละ 100 บาท 5 ฉบับ ไปลงประจำวันธุรการ จากนั้นพันตำรวจโทมณฑลและสิบตำรวจเอกอาคม พร้อมเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อีกหลายคนเดินทางไปยังร้านที่เกิดเหตุโดยมีนาง อ. เป็นผู้นำทาง เมื่อไปถึงร้านที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา พันตำรวจโทมณฑลมอบหมายให้สิบตำรวจเอกอาคมและเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน เข้าไปในร้านที่เกิดเหตุเพื่อตามหานางสาว ร. โดยมอบธนบัตรเพื่อใช้ล่อซื้อการค้าประเวณีไปด้วย สิบตำรวจเอกอาคมกับพวกสั่งสุรามาดื่มและพูดคุยกับจำเลยได้ความว่านางสาว ร. ทำงานอยู่ในร้านที่เกิดเหตุ แต่วันนั้นไม่ไปทำงานและยังทราบว่าร้านที่เกิดเหตุมีการค้าประเวณีเด็ก จึงล่อซื้อประเวณีจากผู้เสียหายในราคา 1,300 บาท โดยมอบธนบัตรบางส่วนเป็นเงิน 1,300 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายมอบธนบัตรนั้นให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยนำไปมอบให้แก่นาง ท. อีกต่อหนึ่ง จากนั้นสิบตำรวจเอกอาคมกับพวกพาผู้เสียหายออกไปจากร้านที่เกิดเหตุ ส่วนพันตำรวจโทมณฑลกับพวกเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้น พบธนบัตรฉบับละ 100 บ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2005/2564 · ทนอย Thanoy