คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 20098/2556
หลักกฎหมาย
ประกาศของจำเลยข้อ 1 วรรคหนึ่ง มีความว่า "กองทุนจะดำเนินการจ่ายชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นผู้ฝากเงินหรือผู้ให้กู้ยืมเงินหรือผู้ทรงตราสารหนี้ที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ออกเพื่อการรับฝากเงินหรือกู้ยืมเงินเท่านั้น" ข้อความดังกล่าวขัดแย้งแตกต่างกับความในข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ซึ่งกล่าวโดยเฉพาะได้ให้คำจำกัดความคำว่า "เจ้าหนี้" ไว้เป็นอย่างเดียวกับบทบัญญัติมาตรา 29 อัฏฐ วรรคสอง ทั้งไม่ปรากฏว่าการออกประกาศได้ อ้างอิงหรือจำกัด ตัดลงด้วยกฎหมายหรือข้อบังคับกฎระเบียบใดและเหตุผลใด เป็นเพียงประกาศที่ผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (จำเลย) ออกขึ้นเอง จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างหยิบยกประกาศ เป็นดุลพินิจมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามข้อบังคับของจำเลย
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 38,858,565.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4.85 ต่อปี ของต้นเงิน 37,278,420 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 37,278,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารใหญ่เรียกเก็บจากลูกค้าชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2542 หักด้วยร้อยละ 4 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามหนังสือรับรอง และได้มอบอำนาจให้นายสุพล เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจ ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 พ.ศ.2528 มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ โดยจำหน่ายให้แก่ผู้จำหน่ายที่ได้รับแต่งตั้งจากโจทก์ที่อยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ บริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด ได้รับการแต่งตั้งจากโจทก์ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุตั้งแต่ปี 2525 โดยมีข้อตกลงกับโจทก์เกี่ยวกับวิธีการชำระเงินว่า บริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด จะเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตภายในประเทศชนิดเพิกถอนไม่ได้กับธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และผ่อนชำระเป็นงวด ๆ เมื่อโจทก์ได้รับเล็ตเตอร์ออฟเครดิตจากบริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด แล้ว โจทก์จะส่งมอบรถยนต์และโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่บริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด ต่อจากนั้นโจทก์จะออกตั๋วแลกเงินให้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และบริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด ลงลายมือชื่อรับรองที่หน้าตั๋วแลกเงินแล้วส่งกลับมาให้แก่โจทก์ เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ก็จะนำตั๋วแลกเงินดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลางปี 2540 ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและทางการเงิน วันที่ 8 สิงหาคม 2540 จำเลยจึงได้ออกข้อบังคับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ว่าด้วยการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และหนังสือรับรองการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินเพื่อสร้างความมั่นใจในเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และสร้างความมั่นใจแก่ผู้ฝากและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน ที่จะได้รับการช่วยเหลือทางการเงิน เมื่อสถาบันการเงินประสบวิกฤติการณ์ทางการเงิน และระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ได้ยอมรับชำระหนี้ค่าราคาสินค้าจากบริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด ด้วยเล็ตเตอร์ออฟเครดิตของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรื่อยมา แต่ต่อมาปรากฏว่าธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ ต้องหยุดการดำเนินกิจการทำให้ไม่สามารถชำระเงินตามตั๋วแลกเงินที่ได้รับรองการใช้เงินไว้ตามภาระผูกพันตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ได้ อันมีผลให้เจ้าหนี้ทั้งหลายของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ต้องยื่นคำขอให้จำเลยพิจารณาให้ความช่วยเหลือทางการเงินภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ตามประกาศของจำเลย โดยขณะนั้น ณ วันที่ 1 กันยายน 2542 ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้รับรองตั๋วแลกเงินตามภาระผูกพันตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิตที่ยังขึ้นเงินไม่ได้ 650 ฉบับ รวมเป็นเงิน 37,278,420 บาท ตามบัญชีแสดงรายการเล็ตเตอร์ออฟเครดิต วันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ได้ทำคำขอแสดงเจตนาขอรับความช่วยเหลือทางการเงินไปยังจำเลย โดยธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้ตกลงยินยอมโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยแล้ว วันที่ 2 ธันวาคม 2542 จำเลยแจ้งปฏิเสธอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้ของสถาบันการเงินตามประกาศของจำเลยฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2542 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ 37,278,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารใหญ่เรียกเก็บจากลูกค้าชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ณ วันที่ 26 ธ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง