คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548
ฎีกาที่ 201/2548
หลักกฎหมาย
โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ในประเทศอังกฤษ โดยใช้กับเสื้อผ้ามาตั้งแต่ปี 2526 และโฆษณาอย่างต่อเนื่องแพร่หลายไปทั่วโลก จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าใช้คำว่า "HACKETT" เป็นเครื่องหมายการค้า ไม่ปรากฏว่าจำเลยคิดคำว่า "HACKETT" ขึ้นมาเองหรือทีมงานออกแบบสินค้าเสื้อผ้าจำเลยได้คำนี้มาอย่างไร จึงไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยได้นำคำว่า "HACKETT" มายื่นขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าโดยสุจริตและโดยบังเอิญไปเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ประกอบกับจำเลยได้มีโอกาสได้สำรวจตลาดค้าขายเสื้อผ้าในต่างประเทศและได้พบเห็นสินค้าเสื้อผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของโจทก์ในประเทศอังกฤษและได้ใช้คำว่า "HACKETT" กับธงชาติอังกฤษมาติดกับสินค้าเสื้อยืดที่จำเลยผลิตออกจำหน่าย ดังนี้ การยื่นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลย จึงเป็นการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต แม้โจทก์จะยังไม่ได้ส่งสินค้าเสื้อผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของโจทก์มาจำหน่ายในประเทศไทยก่อนที่จำเลยจะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์ก็มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ได้แก่ เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น และกางเกงกีฬา ดีกว่าจำเลยผู้ซึ่งได้รับการจดทะเบียน การฟ้องขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 41 (1) ซึ่งมิได้กำหนดอายุความไว้ จึงมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของจำเลยได้รับการจดทะเบียน เมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของจำเลยได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีนี้ภายในวันที่ 16 กันยายน 2544 ปรากฏว่าวันที่ 16 กันยายน 2544 เป็นวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการ ดังนี้ ที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการจึงเป็นการฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ 10 ปี คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ แต่เมื่อจำเลยลืมต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ต่อนายทะเบียนภายใน 90 วันก่อนวันที่ 16 กันยายน 2544 อันเป็นวันสิ้นอายุ 10 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง และ 54 วรรคหนึ่ง จึงต้องถือว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้วโดยผลของกฎหมาย ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 56
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 193/8พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 41พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 53พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 54พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 56
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ตามทะเบียนเลขที่ 158366 ดีกว่าจำเลย และให้จำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การว่าขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ดีกว่าจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ได้แก่ เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น และกางเกงกีฬา ตามคำขอเลขที่ 219251 ทะเบียนเลขที่ 158366 ดีกว่าจำเลยผู้ได้รับการจดทะเบียนหรือไม่ โจทก์มีนางสาวแคธรีน หลุยส์ แคนนอน ผู้จัดการฝ่ายเครื่องหมายการค้าบริษัทโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า คำว่า "HACKETT" เป็นชื่อสกุลของนายเจรีมี แฮกเก็ต ซึ่งเป็นประธานบริษัทและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโจทก์ โจทก์นำเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ออกใช้ครั้งแรกกับสินค้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายชายที่มีความหรูหราเมื่อปี 2526 ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ต่อมาโจทก์ได้นำเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ไปใช้กับสินค้าอื่น ๆ อีกหลายรายการ เช่น เครื่องแต่งกายสำหรับเล่นกีฬาและพักผ่อน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว กระเป๋าเดินทางและกระเป๋าต่าง ๆ เครื่องเขียน นาฬิกา เป็นต้น โจทก์ได้ขยายธุรกิจของโจทก์ไปยังประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส สเปน สหรัฐอเมริกา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น และมาเลเซีย เป็นต้น และลูกค้ายังสามารถสั่งซื้อสินค้าของโจทก์โดยตรงจากเว็บไซต์ของโจทก์หรือทางไปรษณีย์ โจทก์นำเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ออกใช้และโฆษณาอย่างต่อเนื่องและแพร่หลายในนิตยสารและหนังสือพิมพ์หลายฉบับซึ่งวางจำหน่ายทั่วโลก ข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีเหตุผลและน้ำหนักให้เชื่อว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่ใช้กับสินค้าเสื้อผ้าที่แท้จริงเพราะคำว่า "HACKETT" เป็นชื่อของประธานบริษัทโจทก์เอง นอกจากโจทก์จะใช้คำว่า "HACKETT" เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าเสื้อผ้าที่โจทก์ผลิตออกจำหน่ายแล้ว โจทก์ยังใช้คำว่า "HACKETT" เป็นชื่อบริษัทโจทก์ด้วย ส่วนจำเลยคงมีตัวจำเลยมาเบิกความลอย ๆ ว่า ในปี 2534 จำเลยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในคราวเดียวกับจำนวน 7 เครื่องหมาย รวมทั้งเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" และคำว่า "UZEM" กับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ที่จำเลยใช้คำว่า "HACKETT" เป็นเครื่องหมายการค้าเพราะเป็นคำที่สั้นและจำง่ายโดยทีมออกแบบสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยเสนอมา ไม่ปรากฏว่าจำเลยคิดคำว่า "HACKETT" ขึ้นมาเองหรือทีมงานออกแบบสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยได้คำนี้มาอย่างไร จึงไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยได้นำคำว่า "HACKETT" มายื่นขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าโดยสุจริตและโดยบังเอิญไปเหมือนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าเสื้อผ้าเช่นเดียวกับสินค้าเสื้อผ้าของจำเลย ประกอบกับในข้อนี้จำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าจำเลยประกอบธุรกิจโรงงานผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้ามานาน 20 ปี จำเลยเคยไปต่างประเทศแถบทวีปเอเชียและออสเตรเลีย นามบัตรของจำเลยมีคำว่า "HACKETT" และคำว่า "LONDON" ซึ่งทีมออกแบบสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยทำมาให้ เสื้อยืดของจำเลยมีธงชาติอังกฤษอยู่ด้วย ซึ่งทีมออกแบบสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยทำมาให้เช่นกัน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้ามีโอกาสได้สำรวจตลาดค้าขายเสื้อผ้าในต่างประเทศและได้พบเห็นสินค้าเสื้อผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศอังกฤษแล้วนำคำว่า "HACKETT" มายื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าเสื้อผ้าของจำเลย และได้ใช้คำว่า "HACKETT" กับธงชาติอังกฤษมาติดกับสินค้าเสื้อยืดที่จำเลยผลิตออกจำหน่าย ดังนี้ การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" เลขที่ 219251 ของจำเลยจึงเป็นการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" โดยใช้กับสินค้าเสื้อผ้ามาตั้งแต่ปี 2526 ก่อนที่จำเลยจะขอจดทะเบียนโดยไม่สุจริตและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" กับสินค้าเสื้อผ้า ตามคำขอเลขที่ 219251 ทะเบียนเลขที่ 158366 เมื่อวันที่ 16 ก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง