ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 2021/2554

หลักกฎหมาย

จำเลยใช้มีดขนาดยาวประมาณ 1 ช่วงแขนฟันผู้เสียหายที่ไหล่ขวาขณะหันหลังวิ่งหนี และฟันอย่างแรงจนเกิดบาดแผลยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ลึกประมาณ 4 เซนติเมตร ลักษณะการฟันลงเช่นนี้ส่อว่าจำเลยเลือกจะฟันศีรษะแต่พลาดไปโดนไหล่ขวาแทน จำเลยย่อมต้องเล็งเห็นแล้วว่าหากฟันถูกศีรษะหรือลำคอที่เป็นอวัยวะสำคัญจะทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยจึงมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 100 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร ที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย 100 บาท แล้ว เป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2546 เวลา 21 นาฬิกาเศษ มีคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันนายสยาม ผู้เสียหาย ที่บริเวณไหล่ขวาได้รับบาดเจ็บเป็นบาดแผลยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ลึกประมาณ 4 เซนติเมตร ตามผลการชันสูตรบาดแผล เอกสารหมาย จ. 8 เหตุเกิดที่ถนนสาธารณะบริเวณหน้าร้านค้าในหมู่ที่ 3 ตำบลหนองบัวบาน อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ผู้เสียหายและจำเลยอยู่ตำบลเดียวกันแต่คนละหมู่ หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจขอออกหมายจับจำเลย และจับจำเลยได้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2547 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธ ตามหมายจับ บันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ. 1, จ. 2 และ จ. 10 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายนั่งรับประทานขนมอยู่ บริเวณหน้าร้านค้ากับนายวินัย มีชายวัยรุ่น 2 คน ขับรถจักรยานยนต์มา 1 คัน คนขับไม่ทราบชื่อ คนซ้อนท้ายชื่อนายมง ไม่ทราบชื่อจริง อายุมากกว่าผู้เสียหายหลายปี นายมงเข้ามาหาเรื่องโต้เถียงกับนายวินัย ไม่นานก็ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกไป หลังจากนั้นสักครู่ มีชายวัยรุ่นประมาณ 7 คน ถึง 8 คน ขับรถจักรยานยนต์มาจอดไว้หน้าร้านวัสดุก่อสร้าง ห่างจากที่ผู้เสียหายนั่งประมาณ 100 เมตร แล้วเดินตรงมาหาผู้เสียหายและนายวินัย มีจำเลยซึ่งผู้เสียหายรู้จักมาก่อนแต่ไม่สนิทรวมอยู่ด้วย จำเลยถือมีดสปาต้าปลายตัดยาวประมาณ 1 ช่วงแขน จำเลยเข้ามาถามว่า หยามอยู่ที่ไหน โดยหันหน้าไปทางวินัย เพื่อนของจำเลยคนอื่นเดินอยู่รอบไม่ได้ถืออาวุธอะไร นายวินัยพูดกับจำเลย 1 ประโยค แต่ผู้เสียหายไม่ได้ยิน หลังจากนั้นจำเลยวิ่งเข้ามาหาผู้เสียหาย ยกมีดขึ้นจะฟัน ผู้เสียหายจึงหันหลังวิ่งหนีขณะนั้นนายวินัยหนีออกไปก่อนแล้ว ผู้เสียหายวิ่งไปได้เพียงก้าวเดียวก็ถูกฟันที่ไหล่ขวาผู้เสียหายหันกลับไปดูเห็นจำเลยเงื้อมีดจะฟันอีก จึงวิ่งไปทางบ้านนายบุญชูซึ่งไปทางเดียวกันกับบ้านผู้เสียหาย ผู้เสียหายวิ่งไปหมดสติที่บ้านนายบุญชู ที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากไฟฟ้าสาธารณะจากบ้านเรือนชาวบ้านและร้านค้า สามารถมองเห็นหน้ากันได้อย่างชัดเจน ผู้เสียหายมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาลจัตุรัส โดยบิดาของผู้เสียหายเป็นผู้นำส่งโรงพยาบาล แพทย์แจ้งว่าไม่สามารถเย็บแผลได้เนื่องจากแผลลึก จึงส่งผู้เสียหายไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลชัยภูมิ แพทย์เย็บแผล 2 ชั้น ด้านนอกเย็บ 11 เข็ม หลังจากเย็บแผลแล้วให้ผู้เสียหายกลับบ้าน ผู้เสียหายรักษาประมาณ 1 เดือนเศษ แผลจึงหาย แต่ผู้เสียหายไม่สามารถยกแขนหรือใช้แขนได้ตามปกติต้องใช้เวลา 1 ปีเศษ จึงใช้ได้ตามปกติ หลังเกิดเหตุ 1 ถึง 2 วัน เจ้าพนักงานตำรวจมาสอบปากคำผู้เสียหายที่บ้าน ผู้เสียหายแจ้งว่าผู้ที่ฟันผู้เสียหายคือจำเลย ผู้เสียหายไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจำเลยจึงฟันผู้เสียหาย แต่คุ้มบ้านของผู้เสียหายเรียกว่าคุ้มในบ้าน ไม่ค่อยถูกกับคุ้มบ้านของจำเลยที่เรียกว่าคุ้มหลับสิบ แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ภาพร่างอาวุธมีดที่จำเลยใช้ปรากฏตามเอกสารหมาย จ. 6 และ จ. 7 และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยกับพวกไม่มีผู้ใดสวมหมวก ผู้เสียหายเล่าให้บิดามารดาฟังว่าใครเป็นคนทำร้ายผู้เสียหายในวันรุ่งขึ้น นอกจากนี้โจทก์มีนายวินัยเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันกับผู้เสียหาย แต่นายวินัยเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า กลุ่มคนที่เดินมานั้นบางคนสวมหมวก ส่วนจำเลยสวมหมวกไหมพรมพับครึ่งคลุมเฉพาะศีรษะสามารถมองเห็นหน้าได้ชัดเจน นายสมาน เบิกความเป็นพยานว่าคืนเกิดเหตุ เวลา 20 ถึง 21 นาฬิกา ขณะที่พยานกำลังหาคนงานเพื่อไปดายหญ้าบริเวณตรงข้ามร้านค้าของนางคำพันธ์ โดยพยานอยู่ที่บ้านนายสิงห์ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร ได้ยิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง