คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 2025/2556
หลักกฎหมาย
การที่ ล. และ น. สามีภริยากันติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษกับจำเลยที่ 1 โดยใช้โทรศัพท์และ ล. กับ น. ตกลงว่าจ้างให้ ก. กับ จ. ลำเลียงยาเสพติดให้โทษไปจากจังหวัดเชียงรายเพื่อส่งมอบให้ อ. ผู้มารับช่วงลำเลียงต่อที่กรุงเทพมหานคร โดย อ. ไม่เคยรู้จัก ก. กับ จ. มาก่อน แต่จะติดต่อกันทางโทรศัพท์ หลังจาก อ. ได้รับยาเสพติดให้โทษจาก ก. กับ จ. แล้ว ก็จะลำเลียงต่อไปยังอำเภอหาดใหญ่เพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้ออีกทอดหนึ่ง ลักษณะการตกลงกันเพื่อให้มีการขายและส่งมอบยาเสพติดให้โทษเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกัน อันเป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และข้อเท็จจริงได้ความว่าในที่สุดได้มีการส่งมอบยาเสพติดให้โทษของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 รับไว้ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานเป็นผู้สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม มาตรา 8 วรรคสอง อีกด้วย แต่การกระทำความผิดทั้งสองข้อหามีเจตนาเดียวกันคือ เจตนาเพียงเพื่อต้องการมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 5, 6, 7, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6, 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัมขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง เมื่อรวมทุกกระทงความผิดแล้ว คงลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว ริบของกลางทั้งหมด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีประจักษ์พยานคือร้อยตำรวจโทบัณฑิต จ่าสิบตำรวจมานิต และพันตำรวจตรีมนตรี เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรทรงธรรมผู้ร่วมจับกุมนายก๋องกับนายจายพร้อมยาไอซ์ของกลาง นอกจากนี้ยังมีพันตำรวจโทศราวุธ เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการตำรวจภูธรภาค 6 ผู้เข้าร่วมจับกุมภายหลังและร่วมขยายผลจนนำนายก๋องและนายจายไปจับกุมนางอรพรรณรวมถึงจำเลยทั้งสองได้ด้วย พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนถูกต้องตรงกัน โดยพยานโจทก์ดังกล่าวต่างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติการไปตามหน้าที่และไม่ปรากฏว่าเคยรู้จักหรือมีสาเหตุใดๆ กับจำเลยทั้งสองมาก่อน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ส่วนความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้ขณะถูกจับกุมทั้งนายจาย นางอรพรรณและจำเลยที่ 1 ต่างก็มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้อยู่ และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบหมายเลขและหลักฐานการใช้โทรศัพท์ที่ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ปรากฏว่าต่างมีการบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ของนายเล่าว่างและนางนางไว้ตรงกัน และมีข้อมูลบันทึกการใช้โทรศัพท์ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ติดต่อกับนางอรพรรณและนางนางจริงก็ตาม แต่กลับไม่มีรายละเอียดว่าพูดคุยกันอย่างไรบ้าง แต่ก็น่าเชื่อได้ว่าเป็นการติดต่อตกลงเพื่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษกัน ตามที่นายก๋อง นายจายและนางอรพรรณยืนยันนั่นเอง เพราะมีหลักฐานการโอนเงินของจำเลยที่ 1 ไปที่บัญชีธนาคารที่เปิดไว้ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ด้วย ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ยืนยันว่ามีธุรกิจอยู่เฉพาะทางภาคใต้และในประเทศมาเลเซียเท่านั้น มิได้มีธุรกิจทางภาคเหนือหรือที่จังหวัดเชียงรายแต่อย่างใด เห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวแล้วข้างต้นมีเหตุมีผลสามารถเชื่อมโยงข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องตรงกันไม่มีพิรุธน่าสงสัยแต่อย่างใดสามารถยืนยันให้รับฟังข้อเท็จจริงได้อย่างแน่ชัดว่านายเล่าว่างเป็นสามีของนางนางหรือนางจันทร์หอม ทั้งสองคนติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษกับจำเลยที่ 1 โดยใช้โทรศัพท์ และนายเล่าว่างกับนางนางตกลงว่าจ้างให้นายก๋องกับนายจายลำเลียงยาเสพติดให้โทษไปจากจังหวัดเชียงรายเพื่อส่งมอบให้ผู้มารับช่วงลำเลียงต่อที่กรุงเทพมหานครซึ่งผู้ที่มารับช่วงต่อคือนางอรพรรณ โดยที่นางอรพรรณไม่เคยรู้จักนายก๋องกับนายจายมาก่อน แต่จะติดต่อกันทางโทรศัพท์ซึ่งนางนางเป็นผู้แจ้งหมายเลขโทรศัพท์ให้ทราบ หลังจากนางอรพรรณได้รับยาเสพติดให้โทษจากนายก๋องกับนายจายแล้ว ก็จะลำเลียงต่อไปยังอำเภอหาดใหญ่เพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้ออีกทอดหนึ่ง ลักษณะการตกลงกันเพื่อให้มีการขายและส่งมอบยาเสพติดให้โทษกันเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกัน อันเป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้วการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และข้อเท็จจริงได้ความว่าในที่สุดได้มีการส่งมอบยาไอซ์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 รับไว้ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานเป็นผู้สมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามมาตรา 8 วรรคสองอีกด้วย พยานหล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง