ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 2041/2541

หลักกฎหมาย

ที่ดินของโจทก์มีที่ดินของจำเลยทั้งสองและของผู้อื่นล้อมอยู่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่เส้นทางต่าง ๆ ที่โจทก์จะต้องผ่านเข้าไปในที่ดินบุคคลอื่นหลายราย จึงจะออกสู่ถนนสาธารณะได้ โดยเส้นทางที่หนึ่งจะต้องผ่านคันดินของผู้อื่นแล้วเลียบกำแพงของหมู่บ้าน ส. ไปเรื่อย ๆ จนถึงถนนของหมู่บ้านไปสู่ถนนสาธารณะประมาณ 100 เมตรแต่หมู่บ้านได้ทำรั้วขนาดสูงประมาณเอวกั้นรอบจดติดถนนสาธารณะไว้ ทั้งถนนในหมู่บ้านก็มิใช่ถนนสาธารณะ เส้นทางที่สองและที่สาม จะต้องผ่านรั้วของ ก. และใช้ถนนของ ก. ซึ่งมิใช่ถนนสาธารณะเช่นกันและใช้ระยะทางประมาณ 400 ถึง 500 เมตร จึงจะออกสู่ถนนสาธารณะได้ ส่วนเส้นทางที่สี่และที่ห้านั้น เมื่อผ่านที่ดินของบริษัทส. ระยะทางประมาณ 80 เมตรและ 84 เมตร ตามลำดับแล้ว ก็ต้องข้ามคลองมีสะพานไม้ สำหรับคนเดินข้าม และเมื่อข้ามคลองไปแล้วก็ไม่ปรากฏว่า มีเส้นทางที่จะออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยสะดวกส่วนเส้นทาง อีกเส้นหนึ่งก็เป็นกรรมสิทธิ์ ก็มิใช่ทางสาธารณะ หากโจทก์ หรือบุคคลอื่นขอใช้ต้องขออนุญาตจากเจ้าของที่ดินก่อน จึงเป็น ทางส่วนบุคคลที่เจ้าของหวงแหนอยู่และเป็นเส้นทางที่ไกลกว่า ทางที่จะตัดผ่านออกมาทางที่ดินของจำเลยทั้งสอง ดังนี้ เมื่อเส้นทางพิพาทเส้นทางตรงที่ผ่านที่ดินจำเลยที่ 1 เป็นระยะทาง 180 เมตรแล้วหักเลี้ยวผ่านที่ดินจำเลยที่ 2 อีกประมาณ 30 เมตร ก็ถึงถนนสาธารณะ เป็นเส้นทางที่ใกล้และสะดวกที่สุด อีกทั้งตามสภาพที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นบ่อและที่ว่างเปล่า บางส่วนใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาและเล้าไก่ในส่วนที่โจทก์ ขอตัดถนนผ่านก็ไม่ได้ผ่านไปตรงที่เล้าไก่ และที่ดินของจำเลยที่ 2เป็นที่ว่างเปล่าและให้โจทก์เช่าอยู่แล้วจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสอง เสียหายมากนัก โจทก์ย่อมมีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดิน ของจำเลยทั้งสองได้ โจทก์ซื้อที่ดินแปลงพิพาทมาเพื่อประกอบธุรกิจก่อสร้างโรงแรม และบ้านพักชั่วคราว เพื่อขายหรือให้เช่า ธุรกิจดังกล่าวทางที่ จะออกถนนสาธารณะจะต้องกว้างประมาณ 8 ถึง 12 เมตรที่โจทก์เช่าที่ดินจำเลยที่ 2 ก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำกิจการโรงแรมทางที่จะทำเข้านั้นคงจะกว้างประมาณ 6 เมตรเมื่อการทำธุรกิจโรงแรมผู้ที่มาพักอาศัยจะต้องใช้รถยนต์เป็นส่วนมากและจะต้องแล่นเข้าออกสวนกันเป็นประจำรถยนต์แต่ละคันกว้างประมาณ 2 เมตรเศษ การกำหนดทางจำเป็นกว้าง 6 เมตร ย่อมเหมาะสมแล้ว แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352เป็นบทบังคับให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินต้องยอมให้โจทก์มีสิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองต่อเมื่อได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว และคดีนี้โจทก์จะมิได้เสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองก็ตาม แต่กรณีของโจทก์เป็นการขอวางไปตามแนวทางจำเป็นซึ่งจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าทดแทนในส่วนทางจำเป็นอยู่แล้ว ซึ่งมิได้เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองในส่วนที่ตกเป็นทางจำเป็น แต่กลับจะเป็นประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองและที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่มีท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย จำเลยทั้งสองจึงต้องยอมให้โจทก์วางท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสาธารณูปโภคอย่างอื่นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสอง เพราะค่าทดแทนนั้นได้กำหนดรวมอยู่ในค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นไว้แล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1116 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ) อำเภอปากเกร็ดเนื้อที่ 14 ไร่ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินโฉนดเลขที่194697 ซึ่งแบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 1111 จำเลยที่ 2เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 120097 โฉนดเลขที่ 13875และโฉนดเลขที่ 13876 ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1ทางด้านทิศเหนือถัดจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ลงไปทางด้านทิศใต้เป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ดินของจำเลยที่ 2 ติดกับถนนติวานนท์ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1116ของโจทก์มีที่ดินของผู้อื่นล้อมรอบอยู่ ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยแต่ละคน เพื่อให้ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ถนนติวานนท์ได้โดยให้โจทก์ทำการก่อสร้างเป็นถนนมีความกว้าง 8 เมตรความยาวตลอดจากถนนติวานนท์ไปยังที่ดินของโจทก์ ตามแผนผังแนวทางจำเป็นเอกสารท้ายคำฟ้อง และให้จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์ทำท่อน้ำประปา ต่อเสา และสายไฟฟ้า โทรศัพท์และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ผ่านทาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนทางจำเป็นดังกล่าวให้แก่ที่ดินของโจทก์ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี และฟ้องแย้งให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่7 เมษายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นทางภารจำยอมเหนือที่ดินโฉนดเลขที่ 1111 (ก่อนแบ่งแยก) อยู่แล้ว และทางด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ก็มีสภาพเป็นทางเดินออกสู่ถนนติวานนท์ได้เช่นกันการที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 เปิดทางจำเป็นให้กว้าง 8 เมตรเป็นการเพิ่มภาระแก่จำเลยที่ 2 ทำให้ที่ดินถูกแบ่งออกเป็น2 ส่วน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนทางจำเป็นให้แก่โจทก์ หากศาลวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2 โจทก์ก็ต้องเสียค่าทดแทนปีละไม่น้อยกว่า1,500,000 บาท ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เปิดทางให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 194697 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี และจำเลยที่ 2เปิดทางให้โจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 120097 และโฉนดเลขที่ 13876 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี กว้าง 4 เมตรยาวจากที่ดินของโจทก์ลงมาทางด้านทิศใต้ออกสู่ถนนติวานนท์ตามแนวริมเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนเนื่องจากทำถนนในทางแก่จำเลยที่ 1จำนวน 50,000 บาท และให้ใช้ค่าทดแทนเนื่องจากการใช้ทางแก่จำเลยที่ 1 ปีละ 200,000 บาท นับแต่เริ่มใช้ทางเป็นต้นไปกับให้โจทก์จ่ายค่าทดแทนให้จำเลยที่ 2 ปีละ 200,000 บาทภายหลังสิ้นสุดสัญญาเช่าระหว่างบริษัทบี ซี ดับเบิ้บยู จำกัดกับจำเลยที่ 2 แล้ว จนกว่าโจทก์ยกเลิกการใช้ทางดังกล่าว โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองเปิดทางจำเป็นกว้าง 6 เมตร ตามแนวถนนที่โจทก์ได้ทำขึ้นในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาในกรณีฉุกเฉินให้จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าโทรศัพท์ และสาธารณูปโภคอย่างอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองตามแนวทางจำเป็น ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยทั้งสองเป็นรายปีละ 300,000 บาทต่อคน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1116 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่14 ไร่ 1 งาน 70 ตารางวา โจทก์ซื้อมาจากเจ้าของเดิมเมื่อปี 2533 โดยเห็นมาก่อนว่าเป็นที่ดินที่ถูกล้อมโดยที่ดินของผู้อื่นไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 194697 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี มีเนื้อที่ 11 ไร่62 ตารางวา จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 120097,13875 และ 13876 ตำบลปากเกร็ด (บ้านวัดบ่อ)อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 ทางทิศเหนือ ถัดจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ทางด้านทิศใต้เป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งติดกับถนนติวานนท์ ซึ่งเป็นทางสาธารณะปรากฏตามแผนที่เอกสารหมาย จ.19 บริษัทบี ซี ดับเบิ้ลยู จำกัด โดยโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งจดทะเบียนเช่าที่ดินของจำเลยที่ 2ทั้งสามแปลงมีกำหนด 20 ปี โจทก์ซื้อที่ดินดั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2041/2541 · ทนอย Thanoy